คุณแม่ตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ วิตามินและแร่ธาตุ

งานวิจัยชี้! วิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ผู้หญิงวางแผนท้อง ควรรับล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

คัดลอก URL แล้ว

การรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการและได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ “ก่อนการตั้งครรภ์” เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อโอกาสในการท้องได้ง่ายขึ้น และยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่สมบูรณ์อีกด้วย

“ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์” เผยถึง หลักโภชนาการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ (Fertility Diet) หรือ เรียกว่า “คัมภีร์อาหารของครูก้อย” ที่เกิดจากการรวบรวมการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน โดยเน้นการให้คำแนะนำในการทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ซึ่งประกอบไปด้วย อาหารหมู่หลัก (Macronutrients) 70% และ วิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrients) 30 % ภายใต้ 5 Keys to Success ในการเตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก ได้แก่ 1.เพิ่มโปรตีน 2.ลดคาร์บ 3.งดหวาน 4.ทานกรดไขมันดี 5.เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และเสริมด้วยวิตามินบำรุง

วิตามินและแร่ธาตุนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงทารกพิการแต่กำเนิดอีกด้วย จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Medicine Insight Woman’s Health เมื่อปี 2019 ได้รวบรวมผลการศึกษา ถึงความสำคัญของ micronutrients ซึ่งได้แก่วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นที่ผู้หญิงวางแผนท้องที่ควรได้รับล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ ช่วยส่งผลดีต่อการตั้งครรภ์ 5 ประการ ดังนี้ 1.ส่งผลต่อคุณภาพและการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ (oocyte quality and maturation) 2.การปฏิสนธิ ( fertilization) 3.การฝังตัวของตัวอ่อน (implantation) 4.การเจริญเติบโตของตัวอ่อน (embryo development) 5.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของภาวะเจริญพันธุ์

จากการศึกษางานวิจัย พบว่า วิตามินและแร่ธาตุที่ผู้หญิงวางแผนท้องที่ควรได้รับล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่

1.กรดโฟลิก (Folic)

กรดโฟลิกจำเป็นอย่างมากต่อหญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความพิการของทารกแต่กำเนิด ได้แก่ หลอดประสาทไม่ปิด, ปากแหว่งเพดานโหว่, ความผิดปกติของแขนขา, หัวใจพิการแต่กำเนิด, ระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ, ไม่มีรูทวารหนัก และกลุ่มอาการดาวน์

โดยการเสริมกรดโฟลิกสามารถทานได้ตั้งแต่วางแผนมีบุตร หรือก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน เพราะหากรอจนทราบว่าตั้งครรภ์ก่อนแล้วค่อยทานอาจจะสายเกินไป เพราะในช่วงอายุครรภ์ที่ 3-4 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ จะเป็นช่วงที่พัฒนาการของสมอง และระบบประสาทของทารกจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งนั่นอาจช้าเกินไปที่จะแก้ไขความผิดปกติ และต้องทานต่อไปอีกหลังเริ่มตั้งครรภ์ยาวไปจนอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ เพราะในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการกรดโฟลิกสำหรับลูกน้อย แต่ร่างกายกลับดูดซึมจากอาหารได้น้อยกว่าปกติ ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายของคุณแม่ และทารกได้รับกรดโฟลิกที่เพียงพอ จึงต้องมีการเสริมกรดโฟลิกให้เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อความสมบูรณ์ต่อการสร้างตัวอ่อนในครรภ์ สำหรับปริมาณที่ควรรับประทานต่อวัน ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ รับประทานโฟลิก 400 ไมโครกรัม ทุกวัน และสำหรับหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับกรดโฟลิก 600-800 ไมโครกรัมต่อวัน

2.โคเอ็นไซม์ คิว10 (Coenzyme Q10)

โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) จัดเป็นสารจำพวกวิตามิน หรือคล้ายวิตามิน ซึ่งถือเป็นขุมพลังงานสำคัญในชีวิตประจำวัน ที่คอยเติมความสดชื่นแข็งแรงให้แก่เซลล์ เพราะถ้าหากร่างกายขาด Coenzyme Q10 เซลล์ในร่างกายจะหยุดทำงานทันที!! Q10 มีบทบาทสำคัญในกระบวนการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนหลังไข่ถูกปฏิสนธิ และยังชะลอการเสื่อมของเซลล์ไข่อีกด้วย

งานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2020 ได้รายงานผลการ ทดลองในกลุ่มผู้หญิงอายุมาก (อายุ 38-46 ปี) พบว่าการรับประทาน Q10 ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่รวมถึงลดอัตราการแบ่งเซลล์และโครโมโซมผิดปกติของเซลล์ไข่อีกด้วย ส่วนปริมาณที่ควรรับประทานต่อวัน งานวิจัยพบว่า Q10 ช่วยทำให้คุณภาพของเซลล์ไข่ดีขึ้นได้ และพบว่า อัตราการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น เมื่อรับประทานวันละ 30 mg ขึ้นไปเพื่อบำรุงร่างกายหรือฟื้นฟูสภาพเซลล์ โดยไม่ควรรับประทานเกิน 100 mg ต่อวัน (หากเกินต้องแพทย์สั่ง)

3.น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา เป็นไขมัน หรือ น้ำมันที่สกัดจากเนื้อเยื่อของปลาแซลมอน น้ำมันปลาอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า-3ในส่วนของการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ (fertility) นั้น โอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มการสร้าง nitrix oxide ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์ได้ดีขึ้นมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณภาพเซลล์ไข่ โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 35 ขึ้นไปที่เซลล์ไข่เริ่มเสื่อมคุณภาพ ประสิทธิภาพในการทำงานของรังไข่ลดลง ควรทานโอเมก้า 3 ให้เพียงพอ นอกจากนี้โอเมก้า 3 ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณภาพของสเปิร์มอีกด้วย

ปี 2017 University of Colorado Advanced Reproductive Medicine ได้เสนอผลการวิจัยในงานสัมมนา Endocrine Society ที่ทดลองกับผู้หญิงที่อยู่ในภาวะอ้วน (obese women) ซึ่งโรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยาก และทำให้ร่างกายอักเสบ ซึ่งการอักเสบก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยากเช่นกันผลการศึกษาพบว่า โอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ช่วยให้ไข่ตกเป็นปกติขึ้น และฮอร์โมนตัวนี้มีส่วนช่วยให้มดลูกพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน การทานโอเมก้า 3 จึงมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ยิ่งไปกว่านั้นโอเมก้า 3 ยังช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง จากการทดลองพบว่าระดับค่าความอักเสบของผู้หญิงในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ยังมีอีกงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูงมีส่วนในการ “ช่วยลดภาวะไข่ไม่ตก” (anovulation) นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวสำคัญในการทำให้มดลูกหนาตัวเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์อีกด้วย

ในส่วนของผู้ชายนั้นมีงานวิจัยหลายฉบับที่ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของโภชนาการและคุณภาพของสเปิร์มพบว่ามีความสัมพันธ์กันโดยการรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูงช่วยปรับปรุงคุณภาพของสเปิร์มได้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Asian Journal of Andrology เมื่อปี 2012 พบว่าโอเมก้า 3 ช่วยเสริมการทำงานของระบบการสร้างน้ำอสุจิของมนุษย์ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต่อการเพิ่มจำนวนสเปิร์ม (sperm count) การเคลื่อนไหวของสเปิร์ม (sperm motility) และรูปร่างของสเปิร์มที่สมบูรณ์ขึ้น (sperm morphology)

สำหรับปริมาณที่ควรรับประทานต่อวัน คือ วันละ 500-1,000 มิลลิกรัม ทานหลังอาหาร รู้อย่างนี้แล้วบำรุงก่อนตั้งครรภ์ต้องเสริมด้วย Fish Oil เพื่อเพิ่มคุณภาพเซลล์ไข่และให้คุณสามีทานด้วยเพื่อสเปิร์มที่แข็งแรง สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย

4.วิตามินและแร่ธาตุรวม (Multivitamin & Minerals)

วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการเสริมภาวะเจริญพันธุ์อีก 20 ชนิด ได้แก่

  • วิตามิน B รวม ช่วยให้เซลล์ไข่มีคุณภาพ ป้องกันภาวะตกไข่ผิดปกติ ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้เป็นปกติ บำรุงสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์
  • วิตามิน C : ให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ไข่และป้องกันไข่ไม่ให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนและช่วยให้ไข่ตกอย่างปกติ
  • วิตามิน D : ลดความเสี่ยงการเป็น PCOS (ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ , ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง) และยังมีงานวิจัยชี้ว่า วิตามินดี ช่วยเพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน โดยสรุปว่า ผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีเสริม มีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้รับวิตามินดีเสริม
  • วิตามิน E : วิตามินอีเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายทำให้เลือดไหลเวียนดี หากร่างกายขาดวิตามินอีจะส่งผลให้เกิดความเสียหายในการสร้างเซลล์อสุจิและการสร้างเซลล์ไข่
  • วิตามิน K1 : ช่วยในกระบวนการสร้างเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  • Inositol: อิโนซิทอล ช่วยให้รังไข่ทำงานเป็นปกติ ส่งผลต่อการผลิตไข่ที่มีคุณภาพ ช่วยแก้ปัญหาไข่ใบเล็ก ช่วยรักษาระดับอินซูลิน เยียวยาและป้องกัน PCOS ลดความเสี่ยงเบาหวาน นอกจากนี้นโนซิทอลยังเป็นตัวช่วยให้ตัวอ่อนพัฒนาอย่างสมบูรณ์
  • Zinc: ธาตุสังกะสีช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงทำงานเป็นปกติ ตั้งแต่กระบวนการผลิตเซลล์ไข่ การแบ่งเซลล์ การช่วยให้เซลล์ไข่เจริญเติบโตสมบูรณ์ และสุกพร้อมปฏิสนธิ
  • Manganese: แมงกานีสช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ ทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ วงจรการตกไข่เป็นปกติ มีงานวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ได้รับแมงกานีสไม่เพียงพอมีความเสี่ยงภาวะไข่ไม่ตกสูงขึ้น
  • Selenium: ซีลีเนี่ยมช่วยปกป้อง และชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ไข่ โดยทำงานร่วมกับวิตามินอีในการรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติ เสริมสร้าง follicular fluid ที่ห่อหุ้มเซลล์ไข่ ทำให้เซลล์ไข่สมบูรณ์ ป้องกันการแท้ง
  • Iron: ธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง มีงานวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอจะลดความเสี่ยงภาวะไข่ไม่ตกได้ถึง 50%
  • Copper: แร่ธาตุทองแดงเป็นตัวช่วยให้ร่างกายผลิตเอนไซม์และฮอร์โมนอย่างเป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ช่วยในเรื่องระบบการเผาผลาญของร่างกายให้เป็นปกติ และกระตุ้นให้ร่างกายใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างฮีโมโกลบิน
  • Chromium: โครเมี่ยมช่วยรักษาระดับอินซูลินในร่างกาย ลดภาวะดื้ออินซูลิน ลดฮอร์โมนเพศชายเทศโทสเตอโรน ช่วยเยียวยาและป้องกันภาวะ PCOS
  • Iodine: ไอโอดีนจะถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย และควบคุมการทำงานต่างๆ ของเซลล์ทุกชนิด โดยเฉพาะ สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อและเซลล์สืบพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของเซลล์ทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงเป็นทารกในครรภ์ (ต่อเซลล์สมอง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และกระดูก) ช่วยให้ตัวอ่อนเติบโตอย่างเป็นปกติ
  • Beta Carotene: เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงและปกป้องเซลล์ ข่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและป้องกันการแท้งในระยะเริ่มต้น
  • Kelp Powder: ผงสาหร่ายเคลป์ หรือสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล คือสาหร่ายที่มีคุณประโยชน์อย่างมาก อุดมไปด้วยไอโอดีน (Iodine) และวิตามินหลากหลายได้แก่ A, B, E, D และ K มีส่วนช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยาก

ดังนั้นผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ และได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ “ก่อนการตั้งครรภ์” โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% “อาหารก็ต้องกิน วิตามินก็ห้ามขาด” บำรุงก่อนเตรียมตั้งครรภ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีบุตรยากควรมีการเตรียมความพร้อมในการบำรุงร่างกายให้ดี ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) ยิ่งบำรุงอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และเป็นครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะมีมากขึ้น โดยผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิตามินและแร่ธาตุเตรียมตั้งครรภ์สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ BabyandMom.co.th หรือคลิกลิงค์ babyandmom


แท็ก: HEALTH , , ,
WRITER

RELATED

งานวิจัยเผย “อิโนซิทอล” และ “กรดโฟลิก” ช่วยเยียวยาสตรีมีบุตรยากที่มีปัญหา PCOS

งานวิจัยเผย “อิโนซิทอล” และ “กรดโฟลิก” ช่วยเยียวยาสตรีมีบุตรยากที่มีปัญหา PCOS

OS เป็นภาวะที่ “ฮอร์โมนไม่สมดุล” ส่งผลให้ท้องยาก รู้จักกับ “อิโนซิทอล” และ “กรดโฟลิก” ช่วยเยียวยาภาวะนี้ได้

ทำเด็กหลอดแก้ว เคล็ดลับการเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน

ทำเด็กหลอดแก้ว เคล็ดลับการเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน

การเตรียมผนังมดลูก เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยาก ที่เข้าสู่กระบวนการทำ เด็กหลอดแก้ว

โรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้

โรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้

โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่มักพบในสตรีตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ได้

งานวิจัยเผย น้ำมะกรูดคั้นสด มีสารเควอซิทินสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสตรีมีบุตรยาก

งานวิจัยเผย น้ำมะกรูดคั้นสด มีสารเควอซิทินสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสตรีมีบุตรยาก

มะกรูด นิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ทางยามากมาย ในน้ำมะกรูดคั้นสด ดีต่อสตรีมีบุตรยาก

งานวิจัยเผย น้ำมันปลา ดีต่อสตรีวางแผนท้อง และมีบุตรยาก ช่วยปรับปรุงคุณภาพสเปิร์ม

งานวิจัยเผย น้ำมันปลา ดีต่อสตรีวางแผนท้อง และมีบุตรยาก ช่วยปรับปรุงคุณภาพสเปิร์ม

ผู้หญิงวัย 35 ขึ้นไปที่เซลล์ไข่เริ่มเสื่อมคุณภาพ ประสิทธิภาพในการทำงานของรังไข่ลดลง ควรทานโอเมก้า 3 ให้เพียงพอ

งานวิจัยชี้ “อิโนซิทอล” สารบำรุงไข่สำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยาก ช่วยเยียวยาปัญหา PCOS

งานวิจัยชี้ “อิโนซิทอล” สารบำรุงไข่สำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยาก ช่วยเยียวยาปัญหา PCOS

ทำความรู้จักประโยชน์ของ "อิโนซิทอล" สารบำรุงไข่สำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยาก แหล่งอาหารธรรมชาติที่อุดมไปด้วย อินโนซิทอล ตับ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ลูกเกด ฯลฯ

อันตรายแค่ไหน? เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19

อันตรายแค่ไหน? เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19

อาการของ คุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อติดโควิด-19 หากติดเชื้อจะฝากครรภ์อย่างไร? การให้นมเมื่อมีการคลอดเด็กทารก

กรมการแพทย์เตือน หญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก มีโอกาสเกิดภาวะปอดอักเสบสูง

กรมการแพทย์เตือน หญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก มีโอกาสเกิดภาวะปอดอักเสบสูง

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 17 กรกฎาคม 2564 พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศสูงถึง 856 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นคนไทย 550 ราย

ทำไมต้อง ฝากครรภ์ – การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่ควรรู้

ทำไมต้อง ฝากครรภ์ – การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่ควรรู้

สำหรับคุณแม่ทุกท่าน การตั้งครรภ์ อย่างมีคุณภาพ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการดูแลครรภ์ คำแนะนำเกี่ยวกับการ ฝากครรภ์

X