วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) วัดในวัง เปิดให้เข้าชมถึง 20 ก.ย.นี้เท่านั้น !

Highlight ของวัดพระแก้ววังหน้านั้นคือเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือก็คือ “วังหน้า” ที่ประทับของพระมหาอุปราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-5 ภายในพระอุโบสถโดดเด่นด้านจิตรกรรมเต็มผนังทั้ง 4 ด้าน แถมยังเป็นการรวมผลงานของครูช่างชื่อดังแห่งยุค เช่น พระอาจารย์แดง นายมั่น และช่างอีกหลายท่าน เป็นต้น ปัจจุบัน วัดพระแก้ววังหน้า ไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม แต่จะเปิดให้เข้าชมในโอกาสพิเศษเท่านั้น

ประวัติ วัดพระแก้ววังหน้า
วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) เป็นวัดตั้งอยู่ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง วัดบวรสถานสุทธาวาส แห่งนี้จึงไม่มีพระภิกษุจำพรรษาเช่นกัน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สร้างถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
เดิมบริเวณนี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างวัดประทานแก่หลวงชีนักนางแม้น ผู้เป็นมารดาของนักองค์อีและนักองค์ภาพระสนมเอกของพระองค์ ซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จพระอุไทยราชาธิราชรามาธิบดี พระเจ้ากรุงกัมพูชา พร้อมทั้งชีอื่นที่เป็นบริวารอยู่จำศีลภาวนา ครั้งนั้นเรียกว่า “วัดหลวงชี” ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ไม่มีชีอันสมควรแก่การอุปการะ วัดนี้จึงชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้รื้อวัดหลวงชี ทำเป็นสวนเลี้ยงกระต่าย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ทรงอุทิศบริเวณสวนกระต่าย โปรดให้สร้างวัดขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า“วัดบวรสถานสุทธาวาส” เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อทรงแก้บน หรือเฉลิมพระเกียรติเมื่อครั้งได้เสด็จยกกองทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์ในปีพุทธศักราช 2368

พระอุโบสถนี้แต่เดิมนั้นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ มีพระดำริสร้างเป็นยอดปราสาท แต่พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดห้ามไว้ เพราะไม่มีธรรมเนียมการสร้างยอดปราสาท ในพระราชวังบวรสถานมงคลมาก่อน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ จึงทรงเปลี่ยนเป็นหลังคาทรงจตุรมุข และทรงสร้างพระประธานปางประทานอภัยประดิษฐานในพระอุโบสถ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จสมบูรณ์ พระองค์เสด็จสวรรคต

พระบรมราชานุเสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4 ณ โรงละครแห่งชาติ
ในปีพุทธศักราช 2375 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4 ได้ทรงดำเนินการก่อสร้างวัดบวรสถานสุทธาวาสต่อ พระองค์มีพระราชดำริโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานในพระอุโบสถแห่งนี้ จึงโปรดให้พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ สร้างฐานชุกชีสำหรับตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถ และให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ บนผนังทั้งสี่ด้าน หลังบานประตูหน้าต่างเขียนภาพเทพเจ้าฮินดูปางต่าง ๆ เหมือนกับวัดสุทัศนเทพวราราม แต่การยังไม่แล้วเสร็จพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน ในปีพุทธศักราช 2408 พระราชดำริที่จะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสแห่งนี้ก็ล้มเลิกไป หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการสร้างเพิ่มเติมจนแล้วเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พร้อมทั้งสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นที่ตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารแทน พระราชวังบวรสถานมงคลจึงไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีกต่อไป พระราชวังบวรสถานมงคลจึงชำรุดทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้รื้อป้อมปราการและกำแพงของพระราชวังบวรลง แต่คงเหลือพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสไว้

ปัจจุบัน วัดบวรสถานสุทธาวาสตั้งอยู่ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป เป็นวัดที่ไม่มีการประกอบสังฆกรรมใด ๆ แต่ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีไหว้ครู พิธีครอบครู และพิธีมงคลต่าง ๆ ของบรรดานาฏศิลปิน ดุริยางคศิลปิน และกรมศิลปากรแทน

ปัจจุบันบุษบกกลางพระอุโบสถจึงเปลี่ยนมาประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ลงรักปิดทองปางประทานอภัย ด้านหลังประดับลายปูนปั้นลงรักปิดทองประดับกระจกสี พร้อมจารึกบนแผ่นหินอ่อนบทพุทธคุณ ลักษณะพระพุทธรูปสร้างตามแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้านหลังพระประธานเขียนจิตรกรรมเป็นเหล่าเทวดาชุมนุม ซ้ายขวาพระอาทิตย์ทรงราชสีห์ในวงกลมสีแดง และพระจันทร์ทรงรถเทียมม้าในวงกลมสีอ่อน

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ลงรักปิดทองปางประทานอภัย

จิตรกรรมฝาผนัง ผลงานชั้นครูยุคต้นรัตนโกสินทร์ ฝีมือครูช่างหลวงที่มีเอกลักษณ์และหาชมได้ยาก

ภาพของอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์

จิตรกรรมหลังบานประตูและหน้าต่างด้านในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) นั้นโดดเด่นและมีเอกลักษณ์อย่างมาก เนื่องจากช่างหลวงได้รับการแบ่งโซนตามพระราชดำริและอ้างอิงจาก “ตำราภาพเทวรูปนารายณ์ยี่สิบปาง” และ “ตำราเทวรูปไสยศาสตร์” โดยส่วนใหญ่จะเป็นภาพอวตารปางต่าง ๆ ของพระนารายณ์ รวมถึงรูปเทวดาและอสูรที่หาชมได้ยากในวัดอื่น



ภาพจิตรกรรมพระนารายณ์ตามบานหน้าต่าง อ้างอิงจาก ตำราภาพเทวรูปนารายณ์ยี่สิบปาง


พระอุเทนนุราชทรงพิณ และมัทยาวามหาฤๅษี
ภาพพระอุเทนนุราชทรงพิณ และมัทยาวามหาฤๅษี กำลังถือพิณวิเศษสามสาย ดีดกล่อมสัตว์ มีที่มาจากคัมภีร์อรรถกถาทางพระพุทธศาสนา สื่อถึงการใช้เสียงพิณวิเศษสะกดช้างพลายหรือสัตว์ป่าในวรรณคดี สะท้อนการปกป้องคุ้มภัยด้วยศาสตร์แห่งศิลปะและเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์

พระเทวริงค์ ภาพนี้ตรงกับตำนานกาลุกุมารย หรือพระกุมารดำ ในคติลังกา ที่เป็นปีศาจแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย
เดิมเป็นเจ้าชายมนุษย์ในอดีตชาติที่พยายามจะก่อการกบฏเพื่อชิงบัลลังก์จากพระราชบิดา แต่เมื่อทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ด้วยแรงอาฆาตและวิญญาณที่ไม่สงบ เขาจึงไม่ได้ไปเกิดใหม่ แต่กลับกลายเป็นอมนุษย์รูปงาม มีผิวกายสีดำเข้ม แต่งกายสง่างามเหมือนเจ้าชาย
ลักษณะเป็นภาพเจ้าชายอสูร สวมมงกุฎ เครื่องแต่งกายอย่างเจ้านายลังกา มือข้างหนึ่งกำลังจับเด็กทารกยกขึ้นเตรียมจะกิน มืออีกข้างถือทารกอีกคนหนึ่ง แวดล้อมด้วยหญิงสาวทั้งสองข้าง ตามความเชื่อที่ว่าอสูรตนนี้มักจะเข้ามากรอกหู ฝันร้าย หรือสิงสู่หญิงสาว ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ แท้งลูก หรือไม่สามารถมีบุตรได้
ส่วนตัวละครทางซ้ายที่กำลังดัดกิ่งไม้หรือถือเชือกบ่วงบาศ สื่อถึงฉากการต่อสู้หรือควบคุมอสูรตามเนื้อหาในคัมภีร์
สันนิษฐานว่าภาพจิตรกรรมบนบานหน้าต่างมีที่มาจากภาพพิมพ์หิน (Lithograph) ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2372 ในสมัยรัชกาลที่ 3
สรุปความหมายในฐานะ “ทวารบาล”การนำภาพพระเทวริงค์ (หรืออสูรตามคัมภีร์ไสยศาสตร์ต่างประเทศ) มาวาดไว้ที่บานหน้าต่างด้านในพระอุโบสถ เป็นพระราชดำริที่ต้องการรวบรวมระบบเทววิทยาและอสุรวิทยาจากคัมภีร์ต่าง ๆ มาไว้ร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็น “เทพผู้พิทักษ์พุทธสถาน” หรือทวารบาลคอยปกป้องสิ่งชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บ และภยันตรายไม่ให้เข้ามากล้ำกรายภายในเขตศักดิ์สิทธิ์ของพระอุโบสถ

จิตรกรรมบอกเล่าตำนานพระพุทธสิหิงค์



ตำนานการเกิดธงตะขาบ




ภาพโดย MTHAI TEAM
ที่อยู่ : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/svtrgRCNbYSN6Beo8
เวลาทำการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น. (เปิดให้เข้าชมถึง 20 ก.ย. 69 นี้เท่านั้น)
มีรอบนำชม วันละ 2 รอบ
: รอบที่ 1 เวลา 13.00 น.
: รอบที่ 2 เวลา 15.00 น.
ค่าธรรมเนียม : เข้าชมฟรี





































เนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขอพรค้าขาย ความสำเร็จโดยสุจริต ศาลเจ้าพ่อบุญมา ปากคลองตลาด
ปีใหม่ไทย กราบพระพุทธสิหิงค์ ชมภาพเทพชุมนุม ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
338 ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระอารามหลวงแรกกรุงรัตนโกสินทร์
เช็กดวงปี 69 ก่อนใคร ราคา 129 บาท ได้แล้ววันนี้ที่แอปพลิเคชัน MThai
รับฟรี! วอลเปเปอร์ 12 ราศี (เมื่อสมัครดูดวงรายปี 69)
มือถือแอนดรอยด์
https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mthai.app
มือถือ ios ไอโฟน
https://apps.apple.com/gr/app/mthai-com/id471243201
