พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพื่อพักผ่อน ไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตใจ และยกระดับคุณภาพชีวิต “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรม “KTC x Pride Run to Yacht” ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Wellness Tourism ต่อพฤติกรรมการเดินทาง การใช้จ่าย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังพัฒนาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหลากหลายเข้าด้วยกัน
ชลบุรีเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ
ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ อุปนายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี และนายกสมาคมการท่องเที่ยวและบริการศรีราชา เกาะสีชัง กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% จากปี 2568 ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับพื้นที่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวและมีกำลังใช้จ่ายสูง แม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ชลบุรีและพัทยายังคงมีสัญญาณเชิงบวก โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พื้นที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90%
“ชลบุรีกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ไปสู่เมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพ ความยั่งยืน อาหาร ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางสังคมเข้าด้วยกัน”

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Tourism for All เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมพัฒนาแคมเปญเชิงประสบการณ์ อาทิ “Eat the East” และ “60+ Stay Free” รวมถึงส่งเสริมพัทยา ศรีราชา และบางแสน ให้เป็นจุดหมายสำหรับการจัดงานแต่งงานและกิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จากทั่วโลก
จากเมืองพักผ่อนสู่ Wellness Destination
นายชัยรัตน์ รัตโนภาส นายกสมาคมสปาแอนด์เวลเนสภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้ชลบุรียังไม่ได้รับการจดจำในฐานะ Wellness Destination อย่างเด่นชัดเท่ากับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสมุย แต่จังหวัดมีองค์ประกอบด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมมาราธอน ไตรกีฬา กิจกรรมทางทะเล และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจแตกต่างกัน เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงและสื่อสารภายใต้ภาพเดียวกัน ชลบุรียังมีศักยภาพต่อยอดได้อีกมาก จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ชัดเจนและแตกต่างมากขึ้น

“Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสปาหรือการดูแลสุขภาพ แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การพักผ่อน การออกกำลังกาย คุณภาพการนอน สุขภาพจิต และกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับผู้คน ด้วยความพร้อมของชลบุรี จังหวัดจึงมีโอกาสพัฒนาจาก Leisure Tourism ไปสู่ Leisure Wellness และต่อยอดสู่ตลาดเฉพาะ เช่น Sleep Tourism ผ่านโรงแรมและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนระหว่างการเดินทาง”
เมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดท่องเที่ยวพบว่า หากไม่นับกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรีมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง และผู้ที่สนใจกิจกรรมด้านสุขภาพ
ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซียังชี้ว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในหมวดสำคัญของผู้บริโภค โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มียอดใช้จ่ายเติบโตอยู่ที่ 6% ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในหมวดโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวเติบโต 3%

นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมที่มีจุดเด่นด้าน Wellness ในราคาจับต้องได้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีต่อยอดความพร้อมด้านโรงแรม กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และบริการสุขภาพ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิง Wellness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม
นางสาวศศิมา พานิชวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ พัทยา กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hospitality กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยความต้องการของผู้เข้าพักไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลร่างกาย แต่ขยายไปถึงการพักผ่อนทางใจ การสร้างสมดุลในชีวิต และการได้ใช้เวลาร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
อุตสาหกรรมโรงแรมจึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้เข้าพักได้ลึกขึ้น ภายใต้แนวคิด Experience-Driven Hospitality โรงแรมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนากิจกรรมและบริการใหม่ ๆ ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา ไลฟ์สไตล์ และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

ในมิติของการท่องเที่ยวที่เคารพความหลากหลาย นางสาวศศิมา กล่าวว่า การเป็น LGBTQ+ Friendly Destination ไม่ได้หมายถึงการจัดกิจกรรมเฉพาะในช่วง Pride Month แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการบริการที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่าง และทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่
“สำหรับธุรกิจบริการ ความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ที่ดี และเป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจในระยะยาว”
#KTC #arbourhotelandresidencepattaya