ถูกสวมสิทธิ์ติดคุก เคราะห์ร้ายหรือช่องโหว่กฎหมาย

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่สาววัย 24 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง และถูกโยงว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้เธอต้องติดคุกทั้งที่เธอถูกนำบัตรประชาชนที่ถูกขโมยไปเปิดบัญชี ซึ่งวินาทีที่ นางสาวณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ หรืออะตอม ได้รับอิสรภาพ หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง เมื่อตำรวจพบว่าเธอเปิดบัญชีและถูกโยงไปยังแก๊งต่างชาติ ที่หลอกเหยื่อให้ร่วมลงทุนซื้อที่ดิน

โดยอ้างว่าให้ค่านายหน้า 30 ล้านบาท ก่อนจะมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรมาหลอกว่าเป็นศุลกากรให้เหยื่อโอนเงินค่าธรรมเนียมภาษี เข้าบัญชีชื่อ นางสาวณิชา ผ่านธนาคาร 2 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 1,300,000 บาท ซึ่งเหยื่อก็หลงเชื่อก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จนกลายเป็น 1 ในหลักฐานที่ตำรวจนำมาดำเนินคดีกับเธอในครั้งนี้

แม้เธอจะยืนยันว่าหลักฐานบัตรประชาชน ที่ใช้เปิดบัญชีนี้ คือบัตรที่ถูกแก็งมิจฉาชีพขโมยไป ระหว่างนั่งรถโดยสารประจำทางเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเมื่อตำรวจไม่ปักใจ เธอจึงถูกออกหมายเรียกและหมายจับ นั่นจึงทำให้หญิงสาววัย 24 คนนี้ ต้องตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดตากถึง 3 วัน

การถูกดำเนินของน้องณิชา จึงนำมาซึ่งการตรวจสอบจนพบว่า บัตรประชาชนใบเดียวของเธอที่หาย ถูกนำไปเปิดบัญชี จากธนาคารทั้ง 7 แห่ง รวม 11 บัญชี นี่เองจึงเป็นคำถามว่า เป็นความบกพร่องของธนาคารพาณิชย์ หรือเป็นเพราะกระบวนการกฎหมายที่ไม่รอบคอบ

เรื่องนี้ สมาคมธนาคารไทย ชี้แจงถึงขั้นตอนการเปิดบัญชีแต่ละครั้ง ว่าประชาชนตัวจริงของลูกค้าจะถูกตรวจเชคโดยเครื่องอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเชื่อมกับระบบทะเบียนราษฎร์ เพื่อตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งสังเกตภาพบนบัตรกับผู้ถือ ตั้งแต่รูปร่าง หน้าตาสีผิว แต่ก็ยอมรับว่า การเชื่อมระบบฐานข้อมูลและประวัติการอายัดบัตรแสดงตนแบบเรียลไทม์ ยังทำได้เฉพาะธนาคารของรัฐเท่านั้น

ขณะที่ด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า หากธนาคารพาณิชย์ อยากทราบข้อมูลเชิงลึก ก็จะต้องมีโปรแกรมเชื่อมโยงกับกระทรวงฯ แต่จนถึงขณะนี้ ธนาคารที่ใช้ระบบการตรวจสอบมากที่สุดกลับเป็นธนาคารต่างชาติ

หากย้อนกลับไปดูคดีที่ เกิดขึ้นพบว่า ไมต่างจากพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินโดยกลลวงที่พบบ่อย คือกลุ่มมิจฉาชีพจะหลอกเหยื่อโอนเงินโดยอ้างว่าเหยื่อ ถูกอายัดบัญชีหรือเป็นหนี้บัตรเครดิต // รวมถึงการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกให้เหยื่อเชื่อว่าเป็นบัญชีตนเองผิดกฎหมาย ต้องโอนเงินมาให้ตรวจสอบ

จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ปี 2560 พบมี 267 บัญชี ที่ถูกล่อลวง โดยผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เช่นเดียวกับ ข้อมูลกรมการปกครองพบว่า แต่ละปีมีการแจ้งบัตรประชาชนหายกว่า 1 ล้านใบ และจำนวนนี้ แทบไม่ได้ถูกส่งคืน นั่นหมายถึง ความเสี่ยงสูงที่บัตรเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย

แม้คดีของน้องณิชา จะยังไม่ได้ได้ข้อสรุป และตำรวจยืนยันว่าทำตามขั้นตอน แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ ถือเป็นความบกพร่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำให้เธอต้องมาแบกรับกรรมจากความผิดพลาดของระบบฐานข้อมูลไทย ที่ยังไม่มีใครพร้อมจะเยียวยาเธอ

WRITER

RELATED

เตือนระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หลอกโอนเงิน

เตือนระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หลอกโอนเงิน

ตามที่เป็นปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนต่างๆ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (กก.ดส.บช.น.) ได้จับกุมหัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวไทย ซึ่งร่วมกับชาวไนจีเรีย จัดตั้งสำนักงานใหญ่ใจกลางเมืองประเทศมาเลเซีย โทรศัพท์ไปหลอกลวงเหยื่อ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)…

ตม.บุกจับ หนุ่มชาวญี่ปุ่น ตัวการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตม.บุกจับ หนุ่มชาวญี่ปุ่น ตัวการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ (23 ส.ค.) พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผู้กำกับการ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี (ผกก.ตม.จว.ชลบุรี) พ.ต.ต.สุธีรฐ์ ธีระสวัสดิ์…

ถูกสวมสิทธิ์ติดคุก เคราะห์ร้ายหรือช่องโหว่กฎหมาย

ถูกสวมสิทธิ์ติดคุก เคราะห์ร้ายหรือช่องโหว่กฎหมาย

ถูกสวมสิทธิ์ติดคุก เคราะห์ร้ายหรือช่องโหว่กฎหมาย หลังสาววัย 24 ถูกจับขังคุก เหตุเพราะบัตรประชาชนหาย ข่าวสำคัญตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่สาววัย 24 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงและถูกโยงว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำให้เธอต้องติดคุก ทั้งที่เธอถูกนำบัตรประชาชนที่ถูกขโมยไปเปิดบัญชี ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ หรืออะตอม…