ข้อมูลข่าวสาร พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สื่อมวลชน เรียกร้องเสรีภาพ

6 องค์กรสื่อ แถลงการณ์ การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กระทบเสรีภาพสื่อเเละประชาชน

คัดลอก URL แล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ออกแถลงการณ์เรื่อง “การออกข้อกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน”
  • โดยเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน
  • พร้อม ชี้แนะให้ใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการสื่อสาร เพื่อขจัดปัญหาการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

6 องค์กรสื่อ เรียกร้องรัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2564 โดยในข้อ 11 ของข้อกำหนดดังกล่าวได้ระบุถึง “มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า… การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ออกแถลงการณ์เรื่อง “การออกข้อกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน”

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร อันได้เเก่

  • สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
  • สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
  • สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย

ซึ่งได้มีการประชุมหารือ โดยนำเอาข้อห่วงใยของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและประชาชนต่อข้อกำหนดดังกล่าวมาพิจารณาแล้ว จึงได้มีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้

  1. การออกข้อกำหนดฯ โดยมีมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว มีเนื้อหาแตกต่างจากข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันที่เคยมีการประกาศก่อนหน้านี้ ซึ่งมีความชัดเจนกว่า เพราะได้มีการระบุว่าต้องเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรค COVID-19 และต้องเป็นการเสนอข่าว หรือทำให้เผยแพร่ข้อความอันไม่เป็นความจริง รวมทั้งระบุให้เจ้าหน้าที่ต้องเตือนให้ระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าวเสียก่อน ดังนั้น การตัดข้อความอันเป็นเงื่อนไขสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้ดุลยพินิจจนอาจกระทบต่อการทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนได้
  2. ในทางปฏิบัติแล้ว มีกฎหมายหลายฉบับที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐระงับยับยั้งหรือดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่เสนอข่าวหรือข้อมูลต่างๆ โดยมีเจตนาบิดเบือนจนก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ฯลฯ เป็นต้น การออกข้อกำหนดดังกล่าว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า รัฐบาลเจตนาที่จะใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อปิดกั้นการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นการจำกัดการนำเสนอข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ มิใช่นำมาใช้กับสถานการณ์โรคระบาด
  3. จากสถานการณ์การระบาดที่ผ่านมากว่าปีครึ่งนั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์หลายครั้งว่า หน่วยงานของรัฐเองได้มีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเกิดความสับสน ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานเพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 ผ่านสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกมาโดยตลอด ดังนั้น รัฐบาลควรใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการสื่อสารเพื่อขจัดปัญหาการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์มากกว่าที่จะใช้กลไกทางกฎหมายที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
  4. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่องค์กรสื่อมวลชนและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วยความทุ่มเทและยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ภายใต้สถานการณ์ข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นผ่านโซเชียลมีเดียรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งหวังว่า ทุกองค์กรจะยังคงยึดมั่นในแนวทางการทำหน้าที่เช่นนี้ต่อไป
  5. สำหรับประชาชนผู้บริโภคข่าวสารในสถานการณ์โรคระบาดและภายใต้ภูมิทัศน์การสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้ทุกคนสามารถเป็นผู้ส่งสารได้นั้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการรับและส่งข้อมูลข่าวสารที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย โดยการใช้กลไกของสื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาชนสังคมต่างๆ ที่พยายามทำหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่จำนวนมากในขณะนี้

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดข้างต้น หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนด พร้อมแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีนำข้อกำหนดดังกล่าว ไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยและคนไทยในขณะนี้


แท็ก: NEWS , , , ,

RELATED

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ ห้ามชุมนุม – ทำกิจกรรม – มั่วสุม แก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิม

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ ห้ามชุมนุม – ทำกิจกรรม – มั่วสุม แก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิม

โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิม กำหนดพื้นที่ควบคุม, ปรับใช้มาตรการจากส่วนกลาง

ศาลอาญาสั่งปิดทุกแพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ของ “Voice TV”

ศาลอาญาสั่งปิดทุกแพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ของ “Voice TV”

ศาลมีคำสั่งให้ปิดทุกแพลตเฟอร์มในสื่อออนไลน์​ของสำนักข่าว voice tv พบเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์​ฯ และฝ่าฝืนคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ศบค.ชุดเล็ก เห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน เสนอนายกฯพรุ่งนี้

ศบค.ชุดเล็ก เห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน เสนอนายกฯพรุ่งนี้

ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก เห็นชอบ ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน เสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ในวันพรุ่งนี้

11 กลุ่ม ที่ได้รับการยกเว้นเข้าไทย

11 กลุ่ม ที่ได้รับการยกเว้นเข้าไทย

ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เรื่องข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 (ฉบับที่ 12)

มติ สมช. เห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1เดือน เตรียมเสนอ ศบค. พิจารณาต่อ

มติ สมช. เห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1เดือน เตรียมเสนอ ศบค. พิจารณาต่อ

วันนี้ (21 พ.ค.63) พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการ สมช. แถลงผลการประชุมเพื่อพิจารณาต่อหรือไม่ต่อพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 31 พ.ค.63 ว่า…

ศบค.เห็นชอบตาม สมช. ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 ด. เตรียมเข้า ครม. 26 พ.ค.นี้

ศบค.เห็นชอบตาม สมช. ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 ด. เตรียมเข้า ครม. 26 พ.ค.นี้

วันนี้ (22 พ.ค.63) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ชุดใหญ่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเริ่มการประชุม ว่า…

ศบค. ต่อ “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” อีก 1 เดือน

ศบค. ต่อ “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” อีก 1 เดือน

27 เม.ย. 63 – การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน…

พรรคก้าวไกล แถลงหลัง รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้วิกฤติโควิด-19

พรรคก้าวไกล แถลงหลัง รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้วิกฤติโควิด-19

พรรคก้าวไกล เผยแพร่แถลงการณ์ถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น โดยพรรคก้าวไกลมีความเห็นดังต่อไปนี้…