พระศิวะ พระแม่อุมาเทวี รักแท้ เทพฮินดู

ตำนานรักมั่นคงแห่ง พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี รักแท้องค์เทพใครว่าง่าย!

เชื่อกันว่าถ้าใครได้มาบูชาครอบครัวมหาเทพและอธิษฐาน ท่านจะประทานพรให้ผู้นั้นได้ประสบพบรักแท้ และมีความรักที่มั่นคงสมบูรณ์ตลอดจน นำพาไปสู่การสร้างครอบครัวที่ร่มเย็นเป็นสุข สมัครสมานสามัคคี ปรองดอง ทำให้ทำอะไรก็มีแต่ความสุข ความสำเร็จ ราบรื่นในทุกสิ่งที่กระทำและเป็นที่รู้กันถึงความรักที่ทั้งเสียสละและมั่นคงในรักแท้ของ พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี ตามตำนานเล่าว่า “พระแม่อุมาเทวี ” นั้นแต่เดิมเกิดขึ้นจากการที่พระศิวะใช้พระหัตถ์ข้างขวาลูบเบาๆ ที่กลางพระอุระ…

Home / ดูดวง / ตำนานรักมั่นคงแห่ง พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี รักแท้องค์เทพใครว่าง่าย!

เชื่อกันว่าถ้าใครได้มาบูชาครอบครัวมหาเทพและอธิษฐาน ท่านจะประทานพรให้ผู้นั้นได้ประสบพบรักแท้ และมีความรักที่มั่นคงสมบูรณ์ตลอดจน นำพาไปสู่การสร้างครอบครัวที่ร่มเย็นเป็นสุข สมัครสมานสามัคคี ปรองดอง ทำให้ทำอะไรก็มีแต่ความสุข ความสำเร็จ ราบรื่นในทุกสิ่งที่กระทำและเป็นที่รู้กันถึงความรักที่ทั้งเสียสละและมั่นคงในรักแท้ของ พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี

ตามตำนานเล่าว่า “พระแม่อุมาเทวี ” นั้นแต่เดิมเกิดขึ้นจากการที่พระศิวะใช้พระหัตถ์ข้างขวาลูบเบาๆ ที่กลางพระอุระ พระแม่อุมาจึงจุติขึ้นกลางทรวงอกของพระศิวะ บ้างก็กล่าวไว้ว่าพระแม่อุมาเทวีเป็นธิดาของ ท้าวหิมวัต และ พระนางเมนกา เทพผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาหิมาลัย แต่ในบางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระอุมา เป็นธิดาของ พระทักษะประชาบดี และเป็นพี่น้องกับ พระแม่คงคา (พี่สาวของพระแม่อุมา) พระอุมาในภาคนั้นมีพระนามว่า พระสตี เป็นชายาของ พระมุนีภพ คือ พระศิวะ อีกภาคหนึ่ง

เรื่องราวในตอนนี้คงเป็นตอนก่อนกำเนิดเป็นพระแม่อุมาเทวีซึ่งได้ปรากฏเป็นเรื่องเล่าขานกันเริ่มต้นจากความจงรักภักดีต่อพระสวามี (พระศิวะ)โดยพระนางได้ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้ไฟเผาไหม้ตนเองดังเทวตำนานที่เล่าขานกันมาช้านาน

พระศิวะ

กำเนิดตำนานรักมหาเทพแห่งการทำลาย (พระศิวะ)

มีอยู่กาลหนึ่งที่พระศิวะได้อวตารมายังโลกมนุษย์ในภาคของ “มุนีภพ” เป็นชายหนุ่มไว้หนวดเครารุงรังดูซอมซ่อ แต่งกายปอนๆ ด้วยเศษผ้าเก่า มีกระดูกร้อยเชือกเป็นสร้อยคอ กลิ่นตัวเหม็นสาบ ชอบนอนในป่าช้าหรือสถานที่วิกเวก (พระองค์มีความตั้งพระทัยเพียงแค่จะบำเพ็ญตบะบารมีเท่านั้น) แต่ก็ได้มีหญิงสาวนามว่า พระนางสตี เป็นพระราชธิดาของพระทักษะประชาวดี ได้มาพบและเกิดเห็นในนิมิตเห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของ มุณีภพ เป็นภาคอวตารของพระศิวะ พระนางจึงตกหลุมรักและขอเป็นภรรยาคอยรับใช้มุนีภพตั้งแต่นั้นมา

ฝ่ายพระบิดา แม้ไม่เห็นด้วย แต่ก็มิได้ขัดเคืองใดๆ แต่มีวันหนึ่ง พระทักษะประชาวดีได้จัดทำพิธียัญกรรม และได้เชิญแขกมากมายทั้งบนโลกมนุษย์และสวรรค์ชั้นฟ้าให้มาร่วมในพิธี แต่! มิได้เชิญมุณีภพ เนื่องจากไม่พอใจในภาพลักษณ์ที่ซอมซ่อของชายหนุ่มผู้นี้ เมื่อพระนางสตีได้ทราบเรื่อง จึงทูลขอพระบิดาเพื่อให้มุนีภพเข้าร่วมในพิธีนี้ด้วย แต่ท้ายที่สุดพระบิดาก็ไม่ยินยอม พระพระนางสตีจึงตัดสินพระทัยแสดงอิทธิฤทธิ์ เปล่งแสงเปลวไฟอันร้อนแรงจากภายในกาย จนเผาตนเองมอดไหม้ต่อหน้าพระบิดาและผู้ร่วมพิธี จนสิ้นชีพในที่สุด (บางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระนางสตีกระโดดเข้ากองไฟในพิธี)

ฝ่ายพระศิวะในภาคพระมุนีภพ เมื่อได้ฟังคำเล่าบอกจาก พระฤๅษีนารท (ฤาษีนารอด) ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระชายาของพระองค์ทรงเศร้าเสียใจเป็นที่สุด จากความเศร้าที่ทรงมีอยู่นั้น จึงทรงดึงเส้นผมออกมาปอยหนึ่ง ก็บังเกิดเป็นอสูรร่างกายใหญ่โต มีฤทธิ์เดชมากมาย มีพันเศียร พันกร สวมประคำหัวกระโหลกและงู นามว่า อสูรวีรภัทร บางคัมภีร์กล่าววาอสูรวีรภัทรนี้แบ่งภาคโดยออกจากพระโอษฐ์ของพระศิวะ

แล้วพระศิวะจึงได้สั่งให้อสูรวีรภัทรไปยังพิธีที่จัดขึ้นและให้ทำลายพิธีนั้นให้สิ้นในที่สุด ฝ่ายอสูรวีรภัทรเมื่อรับฟังคำสั่งจึงตรงไปยังพิธีทันที พร้อมด้วยเหล่าสมุนยักษ์นับพัน เมื่อไปถึงจึงเข้าอาละวาดทำลายพิธี และบรรดาเทพทั้งหลายที่มาร่วมงานต่างก็หลบหนีทันบ้างไม่ทันบ้าง ก็พากันบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย โดยอสูรวีรภัทร เมื่อทำลายพิธีแล้ว จึงได้ประกาศในพิธีว่า นี่คือโทษที่ต้องได้รับจากพระศิวะ ส่วนพระทักษะประชาบดีบิดาของพระสตีได้ถูกอสูรวีรภัทรพ่นไฟใส่พระเศียรจนขาดกระเด็นมอดไหม้เป็นจุณ และเมื่อหัวขาดแล้วอสูรวีรภัทรจึงนำหัวนั้นโยนเข้ากองไฟมอดไหม้ไปด้วยความแค้นที่ดูหมิ่นในศักดิ์ศรีของพระศิวะ เมื่อทุกอย่างสำเร็จตามคำบัญชาของพระศิวะ อสูรวีรภัทรพร้อมสมุนยักษ์จึงยกทัพกลับไปเข้าเฝ้าพระศิวะดังเดิม

เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าเทพทั้งหลาย รวมถึงบรรดาราชบุตรเขยที่รอดชีวิตมาได้ พากันไปขอความช่วยเหลือจาก พระพรหม เพื่อให้ทรงแนะหาทางแก้ไขว่าควรจะทำเช่นไรจึงจะทุเลาความโกรธกริ้วของพระศิวะได้ เพื่อไม่ให้โลกถูกทำลายลงไป เพราะพระศิวะเป็นเทพผู้ทำลาย พระพรหมเมื่อได้ฟังแล้วจึงได้นำเหล่าเทพทั้งหลายนั้นไปเข้าเฝ้าพระศิวะที่เขาไกรลาส เพื่อขอความเห็นใจและขมาในสิ่งที่เกิดขึ้น จนในที่สุดการเจรจาพูดคุยกันนั้น พระศิวะจึงยอมสงบศึกพร้อมกับช่วยชุบชีวิตเหล่าเทพที่ได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งนี้การชุบชีวิตนั้นก็รวมถึงพระทักษะประชาบดีผู้เป็นพ่อตาของพระองค์ด้วย แต่เศียรที่มอดไหม้ไปนั้นมิได้ทรงนำมาคืนให้ พระองค์ได้นำหัวแพะมาต่อให้กับพระทักษะประชาบดี เพื่อแสดงให้เหล่าเทพทั้งหลายได้เห็นความโง่ของพระทักษะประชาบดี แม้แต่รูปกายภายนอกจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สมควรดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามผู้นั้นโดยมิได้ดูถึงเนื้อแท้และการกระทำที่ดีของเขาเลย เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว พระศิวะจึงมุ่งไปบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตนเป็นมุนีต่อในป่าหิมพานต์ เพื่ออุทิศกุศลให้กับพระนางสตี ผู้เป็นชายาของพระองค์ต่อไป

กำเนิดพระอุมาเทวี (ชายาแห่งพระมหาศิวะเทพ)

กล่าวต่อจากเนื้อหาที่พระนางสตีที่ได้สละชีวิตของพระนาง เพื่อปกปัองศักดิ์ศรีแห่งพระศิวะเทพผู้สวามี ด้วยการใช้ไฟเผาไหม้ร่างกายตนจนสิ้นชีพ ในการต่อมา พระศิวะเทพจึงได้เข้าสู่การบำเพ็ญสมาธิ โดยมิได้ติดต่อผู้ใดเป็นระยะเวลานาน จนบรรดาทวยเทพทั้งหลายพากันเป็นห่วงถึงจักรวาล จึงได้รวมกันไปเข้าเฝ้าพระวิษณุเทพเพื่อขอให้หาหนทางแก้ไขเรื่องดังกล่าว ชึ่งพระองค์ก็ได้กล่าวว่าคงต้องช่วยกันนั่งสมาธิส่งจิตถึงพระแม่ศักดิ-ศิวา ขอให้พระองค์ทรงอวตารแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้ง เพื่อให้พระศิวะทรงออกจากสมาธิกลับมาปกครองจักรวาลแห่งนี้

พระอุมาเทวี จึงถือกำเนิดในคืนที่ 9 เดือนมธุ (มีนาคม-เมษายน) ตั้งแต่แรกเกิดพระอุมาทรงเป็นที่รักยิ่งของทุกๆ คน จึงได้นามว่าพระปารวตี… ต่อมาเมื่อเติบใหญ่ พระอุมามีความตั้งใจยิ่งที่จะออกบำเพ็ญพรต เมื่อได้ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์ต่างๆ จนชำนาญเก่งกาจมีความสามารถระลึกชาติ แต่ก็ด้วยวาสนาของการเป็นคู่ครองกันในอดีตชาติ ในช่วงเวลาที่พระศิวะทรงเสด็จไปยังดินแดนอิษชิปรัสกะเพื่อทำสมาธิ ท้าวหิมวัตจึงทรงเสด็จเข้าเฝ้า กล่าวสรรเสริญขออุทิศตนเป็นทาสรับใช้ของพระศิวะเทพ จนพระองค์พอพระทัยยิ่งจึงลืมพระเนตรออกจากสมาธิ และกล่าวขอให้ท้าวหิมวัตช่วยจัดสถานที่นั่งสมาธิ ณ คงคาวัตวัณในแคว้นหิมาลัย และสั่งห้ามมิให้ใครเข้ามารบกวนในที่นั่นเป็นเด็ดขาด ท้าวหิมวัตจึงได้ทำตามพระประสงค์ จนรุ่งเช้าท้าวหิมวัตจึงพาพระอุมาให้นำผลไม้ถวายต่อพระศิวะ พร้อมทั้งกล่าวว่าขอให้พระองค์ทรงรับพระประวัติเป็นข้ารับใช้ด้วย เมื่อพระศิวะลืมพระเนตร เห็นความงดงามของพระอุมา จึงเกิดความรักและพอพระทัยยิ่งนัก แต่ก็ทรงหักพระทัยเข้าสู่สมาธิโดยทันที

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ท้าวมหิมวัตจึงสวดอ้อนวอน เพื่อให้พระศิวะลืมพระเนตรอีกครั้งและกล่าวว่าในทุกๆ วันตนและบิดาจะมาเป็นผู้เคารพบูชาพระองค์ พระศิวะจึงกล่าวตอบกับท้าวหิมวัตว่า เหตุที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญสมาธิคือสตรี ซึ่งผู้บำเพ็ญตนที่ดีอาจถูกทำลายสมาธิลงได้ สตรีคือฐานแห่งความรักใคร่ความสำราญ สตรีจะเป็นผู้ทำลายสิ้น

พระแม่อุมาเทวี

พระอุมาจึงกล่าวแสดงความเคารพต่อองค์ศิวะ และทูลอย่างสุภาพว่า พระศิวะคือจ้าวแห่งสมาธิกรรมฐานเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งจักรวาล ไม่มีการโอนเอนต่อพลังที่เหนือธรรมชาติ แล้วใยจึงเกรงกลัวต่อสตรีอย่างพระนางด้วย พระศิวะเมื่อได้ฟังจึงต้องยอมจำนนกับคำโต้ตอบ และได้อนุญาตให้พระอุมาและสหายของพระนางเข้าออกได้ เพื่อรับใช้ตามที่ต้องการ ส่วนพระอุมา ก็ได้เข้ารับใช้มหาเทพด้วยการล้างพระบาทและดื่มน้ำนั้นเป็นประจำ ถวายการรับใช้อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งขับกล่อมบทเพลงแสดงความเคารพต่อพระศิวะเรื่อยมา

พระศิวะเทพปฏิบัติสมาธิด้วยโดยปฏิญาณไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ครองจะต้องเป็นโยคินีด้วย จึงจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ฝ่ายฤาษีนารท จึงแนะนำให้พระอุมาบำเพ็ญตนที่คงคาวัตวัณเป็นเวลาสามพันปีเทพ โดยฤดูร้อนให้ก่อไฟรายล้อม และสวด “โอม นะมัส ศิวายะ” ส่วนในฤดูฝนให้นั่งบนผืนดินปล่อยให้กายชุ่มน้ำฝน และให้สำรวมจิตเป็นที่ตั้ง ในฤดูหนาวให้ประทับในน้ำเพื่อทำสมาธิต่อพระศิวะ ปีแรกให้รับประทานผลไม้ ปีต่อมาเป็นผักและใบไม้ ปีที่สามอดอาหารและทำสมาธิอย่างเดียว

สิ่งที่พระอุมาปฏิบัตินี้ พระศิวะเทพผู้มองเห็นการกระทำจึงพอพระทัยนักในฐานะโยคินี แต่พระองค์ต้องพิสูจน์ในความมั่นคงของพระอุมาด้วย จึงให้ฤๅษีเข้าทำลายความตั้งมั่นของพระอุมา ฝ่ายพระอุมาก็ทรงยึดมั่นต่อพระศิวะมิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของตนลงได้ จนพระศิวะแปลงเป็นพราหมณ์เฒ่ามากล่าวด้วยวาจาต่างๆ เพื่อให้จิตใจสั่นคลอน แต่ก็มิเป็นผล สุดท้ายพราหมณ์เฒ่าจึงกลับกลายเป็นพระศิวะเทพต่อหน้าพระอุมา และกล่าวคำรับนางเป็นคู่ครอง และได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส พระศิวะและพระแม่อุมาจึงเป็นเทพคู่ครองกันแต่นั้นเป็นต้นมา…

จากตำนานข้างต้นที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นความเสียสละอดทน ในความรักและให้เกียรติที่ทั้ง 2 พระองค์มีต่อกันที่ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติก็จะตามไปคู่กัน แม้มีอุปสรรคใดก็ไม่หวาดหวั่น

ซึ่งเชื่อเลยว่าความรักที่แน่วแน่มั่นคง รักเดียวใจเดียวไม่เปลี่ยนผันตลอดจนมีบุตรและบริวารที่ดีนี้เป็นคุณสมบัติของความรักและครอบครัวในอุดมคติที่ใครๆ ก็ปรารถนาอยากมีเป็นแน่

บทความโดย อ.ปอนด์
แหล่งอ้างอิง : หนังสือเทพบูชาอย่างไรให้ใจเป็นสุข โดย ษรวัฒน์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
มูเตเลิฟ ขอพรความรักออนไลน์ กับ MTHAI ลุ้นรับของรางวัล
5 จุดเช็กอินวัดสวยเชียงใหม่ มูเตลูเรื่องคู่ ปีนี้รักพี่ต้องปัง!

ก่อนมูรักรับวาเลนไทน์ รู้หรือไม่? ทำไม ‘พระแม่ลักษมี’ ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นเทพแห่งความรักความสมบูรณ์