MAXY LALA แม็กซี่ หาญสงคราม

เปิดเบื้องหลังแฟชั่นโมเมนต์ระดับโลก! เจาะลึกวิธีคิด ‘แม็กซี่ หาญสงคราม’ ผู้อยู่เบื้องหลังลุคไอคอนิกบนเวทีนางงามของแอนโทเนียและโอปอล

ท่ามกลางคำถามที่ว่า “กรุงเทพฯ จะก้าวขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นได้อย่างไร?” คำตอบของหลายคนอาจมุ่งเป้าไปที่แฟชั่นวีกระดับสากล

Home / Entertainment / เปิดเบื้องหลังแฟชั่นโมเมนต์ระดับโลก! เจาะลึกวิธีคิด ‘แม็กซี่ หาญสงคราม’ ผู้อยู่เบื้องหลังลุคไอคอนิกบนเวทีนางงามของแอนโทเนียและโอปอล

ท่ามกลางคำถามที่ว่า “กรุงเทพฯ จะก้าวขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นได้อย่างไร?” คำตอบของหลายคนอาจมุ่งเป้าไปที่แฟชั่นวีกระดับสากล ห้างสรรพสินค้าลักชัวรีใจกลางเมือง หรือการผลักดันแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ แต่หากมองลึกลงไปในวิถีวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย มีพื้นที่หนึ่งที่ทรงพลัง ดึงดูดสายตาผู้ชมหลายสิบล้านคน และขับเคลื่อนเม็ดเงินในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างมหาศาลในทุกๆ ปี นั่นคือ “เวทีประกวดนางงาม” — ตั้งแต่เวทีระดับอำเภอ จังหวัด มหาวิทยาลัย งานประจำท้องถิ่น ไปจนถึงเวทีระดับประเทศและระดับโลก วัฒนธรรมนางงามได้สร้างพื้นที่ให้ห้องเสื้อ ช่างหน้าช่างผม ผู้จัดงาน และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ทั่วประเทศได้มีโอกาสนำเสนอผลงานต่อผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ทำให้แฟชั่นไทยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในวงการ fashion week หรือพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

สำหรับคนทั่วไป เวทีเหล่านี้อาจเป็นพื้นที่ประชันความงามและไหวพริบ แต่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์อย่าง แม็กซี่ หาญสงคราม เจ้าของแบรนด์ MAXY LALA ผู้ร่วมก่อตั้ง Unix Wear และผู้อยู่เบื้องหลังงานแฟชั่นของเวทีประกวดหลายแห่ง ตั้งแต่ Miss Universe Thailand, นางสาวไทย, Miss International Queen ไปจนถึง Miss Tiffany’s Universe ในบทบาททั้งดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ และ Stylist Director เวทีประกวดคือ “รันเวย์ที่มีชีวิตและทรงพลังที่สุดของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย”

จากปารีส สู่การค้นพบ “รันเวย์ที่แท้จริง” ในบ้านเกิด

เส้นทางของแม็กซี่เริ่มต้นจากการศึกษาด้านแฟชั่นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองศูนย์กลางที่หล่อหลอมวิธีคิดเรื่องโครงสร้าง ศิลปะ และคุณค่าของเสื้อผ้า ในเวลานั้น คำถามเรื่องการพัฒนาให้อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอเสมอ ทว่า เมื่อได้มาสัมผัสโลกการทำงานจริงในประเทศไทย แม็กซี่กลับพบว่า พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์และห้องเสื้อไทยได้แสดงศักยภาพเชิงหัตถศิลป์และเอกลักษณ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด กลับกลายเป็นเวทีประกวดนางงาม

“ในยุโรป แฟชั่นอาจขับเคลื่อนด้วยซีซั่นและรันเวย์ของแบรนด์ใหญ่ แต่ในบริบทไทย วัฒนธรรมห้องเสื้อ (Atelier) และการตัดเย็บชั้นสูง (Custom-made) เติบโตควบคู่ไปกับวาระสำคัญของผู้คน ตั้งแต่งานสังคม ชุดแต่งงาน ไปจนถึงชุดประกวด” แม็กซี่สะท้อนมุมมอง “เวทีนางงามจึงทำหน้าที่เสมือนโชว์เคสขนาดใหญ่ ที่ผู้ชมไม่ได้มองแค่ว่าชุดสวยหรือไม่ แต่กำลังเสพเรื่องราว เทคนิคการตัดเย็บ วัสดุ และตัวตนของทั้งคนใส่และคนออกแบบ”

จากการเป็นดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ผลงานเบื้องหลัง สู่การก้าวขึ้นมารับหน้าที่ Stylist Director ของเวที Miss Universe Thailand 2024 ทำให้แม็กซี่มองเห็นโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้ในมุมที่กว้างขึ้น หน้าที่ของเธอไม่ใช่เพียงการเลือกชุดที่สวยที่สุด แต่คือการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างวิสัยทัศน์ของกองประกวด อัตลักษณ์ของผู้เข้าประกวด สปอนเซอร์ และศักยภาพของดีไซเนอร์จากห้องเสื้อทั่วประเทศ เพื่อร้อยเรียงภาพลักษณ์ทั้งหมดให้กลายเป็นภาพจำระดับสากล

เบื้องหลัง 3 แฟชั่นโมเมนต์: ศิลปะ ความกดดัน และการเล่าเรื่องผ่านเนื้อผ้า

หากจะทำความเข้าใจวิธีคิดของแม็กซี่ ไม่มีสิ่งใดชัดเจนไปกว่าผลงานจริงที่เคยสร้างปรากฏการณ์บนเวทีประกวด ซึ่งเบื้องหลังความงามอันสมบูรณ์แบบ คือการตัดสินใจที่ต้องอาศัยทั้งจิตวิทยา ความเข้าใจในสรีระ และความเคารพในงานฝีมือ

1. จากรันเวย์นิวยอร์กสู่เวทีนางงามไทย: ชุดเดรสสีแดง Neorama Collection

ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในลุคที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเวทีนางงามไทย ชุดเดรสสีแดงจาก Neorama Collection ของ Unix Wear มีจุดเริ่มต้นจากอีกบริบทหนึ่งโดยสิ้นเชิง คอลเลกชันนี้คือผลงานที่แม็กซี่ทำหน้าที่นำเรื่องราวจากรามายณะและวัฒนธรรมไทยมาตีความใหม่ผ่านแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อนำเสนอบนเวที New York Fashion Week

ต่อมา ชุดชิ้นนี้ได้เดินทางมาปรากฏตัวอีกครั้งบนตัวอุ้ม ทวีพร ระหว่างการประกวด Miss Grand Thailand 2023 ทำให้ผลงานที่เริ่มต้นจากบริบทของ international fashion show ได้เดินทางเข้าสู่เวทีนางงามไทย และกลายเป็นลุคที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

“ตอนนั้นเราเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากๆ ความคิดค่อนข้าง simple มาก แค่รู้สึกตื่นเต้นที่งานของเราจะได้ไปอยู่บนอีกหนึ่งเวทีระดับประเทศ ไม่ได้คิดเลยว่าชุดเพียงชุดเดียวจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ได้ขนาดนั้น” แม็กซี่ย้อนความ “พอมองย้อนกลับไป มันทำให้เห็นว่างานแฟชั่นหนึ่งชิ้นสามารถมีความหมายต่างกันไปตามพื้นที่และผู้ชมที่มันเดินทางไปถึง”

สำหรับแม็กซี่ ประสบการณ์นั้นทำให้คำว่า “รันเวย์” กว้างขึ้นกว่าพื้นที่ของ fashion week เพราะในบริบทของไทย เวทีนางงามสามารถทำให้งานของดีไซเนอร์เดินทางเข้าสู่สายตาของผู้ชมจำนวนมาก และบางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ โดยที่คนสร้างงานเองก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า “การออกแบบให้ผู้เข้าประกวด ต้องเริ่มจากการอ่านตัวตนของผู้สวมใส่ให้ออก ลุคของอุ้มมีความเฉี่ยว มั่นใจ และน่าค้นหา โครงสร้างชุดที่ท้าทายสายตา เส้นสายที่เน้นสรีระอย่างคมคาย ผสานกับสีแดงสดที่ทรงพลัง คือสิ่งที่ทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพจำทันทีที่ปรากฏ”

2. เมื่อผ้าสำเพ็งกลายเป็นกูตูร์: ชุดกาล่าของแอนโทเนีย โพซิ้ว (Miss Universe 2023)

อีกหนึ่งผลงานที่กลายเป็นกระแสเกินกว่าที่แม็กซี่คาดคิด คือชุดราตรีที่แอนโทเนีย โพซิ้ว สวมใส่ในช่วง Gala / Welcome Dinner ของ Miss Universe 2023 ณ ประเทศเอลซัลวาดอร์ ซึ่งแม็กซี่เป็นผู้ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับตัวแทนประเทศไทยคนนี้โดยตรง

จุดเริ่มต้นของบทสนทนาไม่ได้มาจากความอลังการของชุดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อผู้ชมทราบว่าผ้าฐานของชุดมาจากย่านสำเพ็ง–พาหุรัด ก่อนจะถูกนำมาพัฒนาต่อด้วยการออกแบบ งานปัก และเทคนิคกูตูร์ จนกลายเป็นลุคที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง มีทั้งการตามหาที่มาของผ้า และการนำลุคไป recreate ต่อในหลากหลายรูปแบบ

“ตอนนั้นแม็กซี่คิดง่ายๆ เลยว่า ถ้าไม่ซื้อผ้าที่สำเพ็งหรือพาหุรัด แล้วจะให้ไปซื้อที่ไหน เพราะสำหรับห้องเสื้อและดีไซเนอร์ไทย ที่นี่ก็คือส่วนหนึ่งของแหล่งวัสดุที่เราใช้ทำงานกันจริงๆ อยู่แล้ว” แม็กซี่เล่า “สิ่งสำคัญสำหรับเราจึงไม่ใช่ว่าผ้าตั้งต้นราคาเท่าไร แต่คือเราจะสามารถทำอะไรกับวัสดุนั้นต่อได้บ้าง”

โมเมนต์นี้ทำให้แม็กซี่เห็นว่า เมื่อตัวแทนประเทศไทยสวมผลงานของดีไซเนอร์ไทยบนเวทีระดับโลก ภาพนั้นสามารถสร้างความสนใจย้อนกลับมายังวัสดุ ช่างฝีมือ และระบบแฟชั่นในประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการประกาศว่าสิ่งนั้นคือ “Soft Power” เสมอไป เพราะเมื่อผลงานหนึ่งทำให้คนอยากรู้ อยากพูดถึง อยากตามหา หรืออยากสร้างต่อ อิทธิพลของมันก็เกิดขึ้นเองแล้ว

3. เมื่อชุดไม่ได้ถูกตัดสินจากตัวชุดเพียงอย่างเดียว: ชุดราตรี Preliminary ของโอปอล สุชาตา (Miss Universe 2024)

จากบทบาท Stylist Director ผู้ดูแลภาพรวมทั้งเวที Miss Universe Thailand 2024 ปีที่โอปอล สุชาตา คว้ามงกุฎตัวแทนประเทศไทย เมื่อโอปอลเดินทางไปประกวดต่อบนเวที Miss Universe 2024 แม็กซี่ได้รับเลือกให้รับผิดชอบผลงานชิ้นสำคัญโดยเฉพาะ นั่นคือชุดราตรีรอบ Preliminary Competition ซึ่งเป็นรอบเก็บคะแนนที่มีผลอย่างยิ่งต่อผลการประกวด

หากสองผลงานก่อนหน้าแสดงให้เห็นพลังของแฟชั่นในการสร้างกระแสชื่นชม ชุด Preliminary ของโอปอลกลับเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเวทีระดับโลก นั่นคือแรงกดดันจากความคาดหวังของผู้ชมทั้งประเทศ เมื่อชุดถูกเผยแพร่ กระแสตอบรับมีทั้งคำชมและคำวิจารณ์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในปีนั้นที่รูปแบบ Preliminary มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการนำเสนอชุดราตรีแบบเดินเดี่ยวรายคนเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ชุดไม่ได้ถูกนำเสนอในจังหวะและบริบทที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่แรก

“การทำงานเบื้องหลังในระดับนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับสูงสุดจนถึงวินาทีที่ก้าวขึ้นเวที ในฐานะดีไซเนอร์ผู้รับผิดชอบชุดนี้โดยตรง เราต้องตรวจเช็กทุกตะเข็บ การเคลื่อนไหวของผ้าเวลาเดิน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจของน้องโอปอลเมื่อสวมใส่” แม็กซี่เล่า

สำหรับแม็กซี่ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าเสื้อผ้าบนเวทีไม่ได้ถูกมองอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่เกิดจากแสง กล้อง การเคลื่อนไหว การกำกับโชว์ และการถ่ายทอดสดพร้อมกันทั้งหมด “บนเวทีขนาดใหญ่ ดีไซเนอร์สามารถควบคุมตัวเสื้อผ้าได้ แต่ไม่สามารถควบคุมทุกองค์ประกอบที่กำหนดว่าผู้ชมจะเห็นและรับรู้ผลงานอย่างไร” ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้แม็กซี่เข้าใจมากขึ้นว่า ยิ่งเป็นชุดของตัวแทนประเทศ ความคาดหวังที่ผู้ชมมีต่อภาพนั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย เพราะสิ่งที่พวกเขามองไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือความหวังและความภาคภูมิใจที่ผูกไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีด้วย

ทลายกรอบเดิม สู่การสร้างพื้นที่เติบโตให้คนเบื้องหลัง

นอกเหนือจากชุดราตรีสุดอลังการ แม็กซี่และ Unix Wear ยังเป็นผู้ริเริ่มการสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ให้กับวงการ เช่น การตีความชุดว่ายน้ำบนเวทีประกวดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชุดว่ายน้ำงานปักมือบนเวที MUT 2023 หรือชุดว่ายน้ำทูพีซบนเวทีนางสาวไทย 2024 ซึ่งเป็นการนำเสนองานคราฟต์แฟชั่นลงบนไอเทมที่คนมักมองข้าม

“เรามองว่าทุกตารางนิ้วบนเวทีคือพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ” แม็กซี่กล่าว “ชุดว่ายน้ำไม่จำเป็นต้องเรียบง่ายเสมอไป แต่มันสามารถผสานเทคนิคงานปัก ลวดลาย และแนวคิดเชิงโครงสร้างเข้าไปได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝีมือช่างไทยสามารถแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของแฟชั่น”

ความสนใจในการนำงานฝีมือไทยออกจากบริบทเดิมๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนเวทีนางงาม ในปี 2026 แม็กซี่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน The New Artisan of Thailand โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ซึ่งยิ่งทำให้เธอกลับมาตั้งคำถามว่า หากประเทศไทยต้องการผลักดันงานคราฟต์ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์เทคนิคเดิมไว้ แต่คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้เทคนิคเหล่านั้นได้ถูกใช้ ถูกมองเห็น และสร้างมูลค่าในบริบทที่คนรุ่นใหม่เชื่อมโยงได้

“เวทีนางงามพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนไทยรักแฟชั่น เสพงานคราฟต์ และพร้อมส่งเสียงเชียร์ผลงานของดีไซเนอร์ไทย” แม็กซี่กล่าว

การได้รับเลือกเป็น The New Artisan of Thailand 2026 ทำให้แม็กซี่ย้อนกลับมามองเส้นทางของตัวเองด้วยคำถามอีกแบบหนึ่ง — บางทีสิ่งที่หลายฝ่ายพยายามตามหาในชื่อของ “ความเป็นไทย” อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องออกไปสร้างใหม่ แต่อยู่รอบตัวเรามาตลอด อยู่ในผ้าที่ดีไซเนอร์เดินเลือกจากสำเพ็งและพาหุรัด อยู่ในฝีมือของช่างปักหลังห้องเสื้อ อยู่ในชุดที่ผู้หญิงคนหนึ่งสวมขึ้นเวที และอยู่ในวัฒนธรรมนางงามที่ทำให้คนจำนวนมหาศาลพร้อมกันมอง พูดถึง วิจารณ์ จดจำ และบางครั้งถึงขั้นอยากสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง

สำหรับแม็กซี่ นี่คือเหตุผลที่เวทีนางงามมีความหมายมากกว่าการประกวดความงาม เพราะมันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แฟชั่น งานฝีมือ วัฒนธรรม LGBTQ+ และ pop culture ของไทยเติบโตปะปนกันมานานแล้ว เพียงแต่เราอาจยังไม่เคยมองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เดียวกัน

“บางทีเราไม่จำเป็นต้องถามตลอดว่าจะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมไทยไปอยู่ในโลกสมัยใหม่ เพราะจริงๆ มันอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำอาจเป็นแค่การมองเห็นมัน ให้พื้นที่กับมัน และช่วยให้คนที่กำลังสร้างมันอยู่เติบโตต่อไปได้” แม็กซี่ทิ้งท้าย

ในมุมนี้ การอนุรักษ์วัฒนธรรมจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรักษาสิ่งหนึ่งให้อยู่ในรูปแบบเดิมเสมอไป แต่อาจหมายถึงการทำให้มันยังถูกใช้ สวมใส่ ตีความ พูดถึง และสร้างต่อได้ในวัฒนธรรมร่วมสมัย และตราบใดที่สปอตไลต์บนเวทีนางงามยังคงส่องสว่าง ดีไซเนอร์และคนทำงานเบื้องหลังอย่างแม็กซี่ก็พร้อมใช้รันเวย์แห่งนี้ นำพาความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง