รู้ทันหมอนรองกระดูกปลิ้น วิธีรักษาและป้องกันการปวดหลังเรื้อรัง

อาการปวดร้าวลงขา หรือชาตามแขนและขา อาจไม่ใช่อาการปวดเมื่อยทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) ที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท

Home / PR NEWS / รู้ทันหมอนรองกระดูกปลิ้น วิธีรักษาและป้องกันการปวดหลังเรื้อรัง

หมอนรองกระดูกปลิ้น คืออะไร รู้ทันสาเหตุ อาการ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

อาการปวดร้าวลงขา หรือชาตามแขนและขา อาจไม่ใช่อาการปวดเมื่อยทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) ที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท หากปล่อยไว้ อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตระยะยาวได้ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสาเหตุหมอนรองกระดูกปลิ้น อาการ กลุ่มเสี่ยง รวมถึงวิธีรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม

หมอนรองกระดูกปลิ้นคืออะไร?

หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) คือภาวะที่หมอนรองกระดูกสันหลังเกิดการฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ จนทำให้เนื้อเยื่อด้านในที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเคลื่อนตัวออกมากดทับรากประสาทหรือไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณที่เกี่ยวข้อง โดยโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นมักพบได้ทั้งบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอและส่วนเอว หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวันได้

หมอนรองกระดูกปลิ้นเกิดจากอะไร?

หมอนรองกระดูกปลิ้นสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งความเสื่อมของร่างกายตามวัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยสาเหตุหมอนรองกระดูกปลิ้นและกลุ่มเสี่ยง มีดังนี้

พฤติกรรมที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้น

● นั่งทำงานหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ขับรถในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงกดสะสมและเสื่อมเร็วขึ้น
● ยกของหนักผิดท่า โดยใช้แรงจากหลังแทนการย่อตัวใช้แรงจากขา หรือมีการบิดลำตัวขณะยกของ ทำให้หมอนรองกระดูกได้รับแรงกดอย่างรุนแรง
● น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน น้ำหนักส่วนเกินจะเพิ่มแรงกดบนกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ
● ความเสื่อมตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะสูญเสียน้ำและความยืดหยุ่น ทำให้รับแรงกระแทกได้น้อยลงและเกิดการฉีกขาดได้ง่าย
● ขาดการออกกำลังกายหรือกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง ส่งผลให้กระดูกสันหลังรับภาระมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
● สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เลือดและสารอาหารไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกลดลง ส่งผลให้เกิดความเสื่อมได้เร็วขึ้น

กลุ่มคนที่เสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้น

● พนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือมีท่าทางการนั่งที่ไม่เหมาะสม
● ผู้ที่ทำงานยก ดัน หรือเคลื่อนย้ายของหนัก เช่น พนักงานคลังสินค้า คนงานก่อสร้าง หรือช่างเทคนิค
● ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่หมอนรองกระดูกเสื่อมตามธรรมชาติ
● ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่เยอะทำให้กระดูกสันหลังต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ
● ผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง โดยเฉพาะหากใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
● ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลังอ่อนแรง
● ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณกระดูกสันหลัง เช่น ล้ม กระแทก หรืออุบัติเหตุจากการทำงาน
● ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปจากปัจจัยทางพันธุกรรม

อาการแบบไหนอาจเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น?

อาการหมอนรองกระดูกปลิ้น จะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โดยรูปแบบของอาการของหมอนรองกระดูกปลิ้น สามารถแบ่งออกเป็น ดังนี้
● ปวดคอหรือปวดหลังส่วนล่าง เป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาการปวดอาจเป็นต่อเนื่องหรือปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว
● ปวดหลังร้าวลงขาหรือแขน หากหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท อาจมีอาการปวดร้าวจากคอลงแขน หรือปวดจากหลังลงสะโพก ต้นขา น่อง และเท้า
● ชา หรือรู้สึกเสียวแปลบคล้ายไฟช็อต มักเกิดบริเวณแขน มือ ขา หรือปลายเท้า ตามแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
● ปวดมากขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเบ่ง เนื่องจากแรงดันภายในโพรงกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น ทำให้อาการปวดเด่นชัดขึ้น
● กล้ามเนื้อแขนหรือชาขา อ่อนแรง อาจหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด เดินลำบาก หรือรู้สึกว่าขาไม่มีแรง
● ก้มตัว ยกของ หรือเปลี่ยนอิริยาบถได้ลำบาก เพราะการเคลื่อนไหวบางท่าจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดมากขึ้น
● นั่ง ยืน หรือเดินเป็นเวลานานไม่ได้ เนื่องจากอาการปวดและชาจะรุนแรงขึ้นเมื่อกระดูกสันหลังรับน้ำหนักต่อเนื่อง
● มีปัญหาการทรงตัวหรือการเคลื่อนไหว ในผู้ที่มีอาการกระดูกทับเส้นประสาทค่อนข้างรุนแรง
● มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย เช่น ปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ร่วมกับอาการปวด ชา ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการเส้นประสาทถูกกดทับอย่างรุนแรง

แนวทางการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น

แนวทางรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดการกดทับของเส้นประสาท โดยมีวิธีรักษาดังนี้

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยหมอนรองกระดูกปลิ้นที่มีอาการไม่รุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวด, ยาต้านการอักเสบ, ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาลดอาการปวดจากเส้นประสาทร่วมกับการทำกายภาพบำบัดหมอนรองกระดูก เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

การผ่าตัดหมอนรองกระดูกแบบส่องกล้อง (Minimally Invasive)

หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง ปวดหลังเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy) ซึ่งเป็นเทคนิคที่จะสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไปนำหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออก ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด และฟื้นตัวได้รวดเร็ว

การดูแลตัวเองหลังรักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

หลังการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำโดยวิธีดูแลหมอนรองกระดูก เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนท่าเดิมเป็นเวลานาน, ยกของด้วยท่าที่ถูกต้อง, ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และติดตามอาการสม่ำเสมอ

รักษาหมอนรองกระดูกปลิ้นอย่างมั่นใจ ที่โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ

หมอนรองกระดูกปลิ้นเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเลือกแนวทางการรักษากระดูกสันหลังปลิ้นที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา กายภาพบำบัด หรือการผ่าตัดหมอนรองกระดูก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

หากคุณกำลังมองหาโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคปวดหลังโดยเฉพาะ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) เป็นศูนย์รักษาที่มุ่งเน้นการดูแลโรคกระดูกสันหลังและข้อเฉพาะทาง โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือเฉพาะทาง ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
● Call Center : 02-034-0808 (24 ชม.)
● LINE : @s-spinehospital
● Website : www.s-spineandjointhospital.com/contactus/
● Email : [email protected]
● Facebook : sspineandjointhospital