มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สานพลังกทม. สสส. เปิดผลสำรวจควันบุหรี่ในบ้าน

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สานพลังกทม. สสส. เปิดผลสำรวจควันบุหรี่ในบ้าน เด็กเมืองหลวง อ่วม!! พบทุก 10 บ้านที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีการสูบบุหรี่ในบ้านสูง 30.9% เด็กมากกว่า 80.4% เจ็บป่วยทางเดินหายใจ อีก 3.1% อาการหนักต้องพ่นยา ถึงเวลา “บ้านต้องปลอดบุหรี่” แก้วิกฤตสุขภาพควันพิษมือสอง-มือสามในบ้าน


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาสื่อมวลชนหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อกระตุกเตือนสังคมและเร่งสร้างค่านิยมใหม่ ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากภัยเงียบของควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่คุกคามสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลพบผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนสูบบุหรี่ 3.3 ล้านคน และเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3.4 ล้านคน ทั้งนี้ ในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (0-5 ปี) ทุก 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 ใน 10 ครัวเรือน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือสองและควันบุหรี่มือสามตกค้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ขับเคลื่อนรณรงค์สร้างกระแสสังคมให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบ และลดอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้าน ทั้งนี้ ชวนกระตุกเตือนและผลักดันค่านิยมใหม่ให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยให้ถือว่าการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องหยุดยั้ง



นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผลสำรวจสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ของกทม. 8 แห่ง ระหว่างมี.ค.-เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบข้อมูลน่าเป็นห่วง โดยกลุ่มเด็กเล็กพักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่มากกว่า 40% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเป็น 42.3% ของเด็กทั้งหมด 222 คน มีเด็กเล็กที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 97 คน หรือคิดเป็น 43.7% เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า “ผู้เป็นพ่อ” เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% ตามลำดับ

“ประเภทบุหรี่ที่นิยมสูบ เป็นบุหรี่มวนมากที่สุด 73.4% รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า/Pod 15.8% และผู้ที่สูบมากกว่า 1 ชนิด มาถึง 8.6% ที่น่ากังวลคือ ในกลุ่มบ้านที่มีคนสูบบุหรี่มีการสูบภายในบ้านถึง 30.9% ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสสูดดมควันบุหรี่มือสองและสัมผัสละอองพิษบุหรี่มือสามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบทางสุขภาพจากการติดตามประวัติการเจ็บป่วยย้อนหลัง 3 เดือน ของเด็กเล็กในกลุ่มที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 80.4% มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ เป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีก 3.1% มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อย หรือต้องพ่นยา” นายกชกร กล่าว

พญ.ดลจรัส กล่าวต่อว่า กทม. ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อน โครงการนำร่อง “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า” ตลอดปี 2569 ใน Day Care นำร่องทั้ง 8 แห่ง ดำเนินการ 3 ด้าน 1.ปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยออกแบบกิจกรรมชวนผู้ปกครองเลิกบุหรี่ ร่วมกับคลินิกก้าวใหม่พลัสและโรงพยาบาล ให้บริการคำปรึกษาพร้อมส่งต่อเพื่อการรักษา 2.รณรงค์เชิงรุก เชื่อมโยงวาระสำคัญ เช่น วันพ่อแห่งชาติ เพื่อใช้ความรักของลูกเป็นแรงจูงใจให้พ่อเลิกบุหรี่ 3.สร้างแรงจูงใจ จัดกิจกรรม Challenge ยกย่องเชิดชูผู้ปกครองที่เลิกบุหรี่สำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบครอบครัวปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขยายผลความตระหนักรู้จากสถานรับเลี้ยงเด็กไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชนต่อไป

นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ให้อำนาจการควบคุมและเอาผิดอย่างเด็ดขาดเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน แต่เมื่อผู้สูบกลับเข้าบ้าน กฎหมายฉบับนี้จะเข้าไปบังคับใช้ในบ้านไม่ได้โดยตรง นี่คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนตั้งครรภ์ ต้องตกเป็นเหยื่อรับควันอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ แต่ยังมีช่องทางแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการบูรณาการข้ามกฎหมาย โดยกลไกของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือ “จิตใจและสุขภาพ” ของบุคคลในครอบครัว ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้น การสูบบุหรี่ในบ้านจนทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย เช่น เด็กเป็นหอบหืดเรื้อรังเพราะควันบุหรี่ ถือเป็นการทำร้ายสุขภาพซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นการนำกฎหมายคุ้มครองครอบครัวมาทำงานร่วมกับเป้าหมายทางสาธารณสุข