ต้อกระจก (Cataract) คืออะไร? รู้จักโรคต้อกระจก รักษาได้ไหม

ต้อกระจก หรือ Cataract คือหนึ่งในปัญหาทางสายตาที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจวัตรประจำวัน

Home / PR NEWS / ต้อกระจก (Cataract) คืออะไร? รู้จักโรคต้อกระจก รักษาได้ไหม

ต้อกระจก (Cataract) ภาวะเลนส์ตาเสื่อมที่ส่งผลต่อการมองเห็น

ต้อกระจก หรือ Cataract คือหนึ่งในปัญหาทางสายตาที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจวัตรประจำวัน เกิดจากการที่เลนส์ตาที่มีลักษณะใสตามธรรมชาติเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างโปรตีนจนขุ่นมัว ต้อกระจกทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปตกกระทบที่จอประสาทตาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การมองเห็นค่อย ๆ มัวลง

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้อกระจกอย่างละเอียด จะช่วยให้สามารถสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตาต้อกระจกเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมก่อนที่อาการจะลุกลามจนส่งผลเสียต่อดวงตาอย่างถาวร

ต้อกระจก หรือ Cataract คืออะไร รู้จักภาวะความเสื่อมของเลนส์ตา

ต้อกระจก หรือ Cataract คือภาวะที่เลนส์แก้วตา (Lens) ซึ่งทำหน้าที่โฟกัสแสงลงบนจอประสาทตาเกิดความขุ่นมัว ตามปกติเลนส์ตาจะประกอบด้วยน้ำและโปรตีนที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้แสงผ่านได้สะดวก แต่เมื่อเกิดต้อกระจก โปรตีนเหล่านี้จะเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนและกระจายตัวไม่เป็นระเบียบ ทำให้เลนส์ตาเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองน้ำตาล

ภาวะตาต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจเป็นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างพร้อมกันก็ได้ จุดที่ทำให้ต้อกระจกแตกต่างจากต้อชนิดอื่นอย่างต้อลมหรือต้อเนื้อ คือตำแหน่งและลักษณะของความผิดปกติ เนื่องจากต้อกระจกเกิดจากความขุ่นมัวของเลนส์ที่อยู่ภายในลูกตา ไม่ใช่เนื้อเยื่อที่งอกขึ้นบนผิวตาด้านนอกแบบต้อลมหรือต้อเนื้อ ด้วยเหตุนี้ วิธีรักษาต้อลมแบบธรรมชาติจึงไม่สามารถนำมาใช้รักษาต้อกระจกได้

ต้อกระจกมีกี่ระยะ เช็กความรุนแรงในแต่ละช่วง

ความรุนแรงของต้อกระจกสามารถแบ่งออกเป็นหลายระยะตามความหนาแน่นและความขุ่นมัวของเลนส์ตา โดยต้อกระจกมีกี่ระยะนั้น แพทย์ทางด้านจักษุวิทยาจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้
● ระยะเริ่มแรก (Early Cataract) เลนส์ตาเริ่มมีความขุ่นมัวเล็กน้อยในบางส่วน มักเป็นต้อกระจกอาการเริ่มต้นที่ผู้ป่วยอาจยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติชัดเจนในการมองเห็น แต่อาจเริ่มมีปัญหาเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า
● ระยะเริ่มสุก (Immature Cataract) ความขุ่นมัวเริ่มขยายพื้นที่มากขึ้นครอบคลุมกึ่งกลางเลนส์ตา การมองเห็นจะเริ่มพร่ามัวลง และเริ่มส่งผลกระทบต่อการขับรถหรือการอ่านหนังสือ
● ระยะสุก (Mature Cataract) เลนส์ตาขุ่นมัวทั้งหมดจนกลายเป็นสีขาวหรือสีเหลืองเข้ม แสงผ่านเข้าไปได้น้อยมาก จะมองเห็นได้เพียงแค่แสงริบหรี่หรือเงาราง ๆ ระยะนี้ควรผ่าตัดต้อกระจกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
● ระยะสุกเกินไป (Hypermature Cataract) โปรตีนในเลนส์ตาเริ่มสลายตัวจนกลายเป็นของเหลว ซึ่งอาจรั่วไหลและนำไปสู่โรคต้อหินเฉียบพลันหรือม่านตาอักเสบได้ ซึ่งต้อกระจกอันตรายไหมนั้น ในระยะนี้คืออันตราย อาจทำให้ตาบอดถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษา

ต้อกระจก อาการเป็นอย่างไร รู้จักอาการต้อกระจกให้ละเอียด

ต้อกระจก อาการมักจะไม่แสดงออกมาอย่างเฉียบพลัน แต่จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตามระยะ โดยสัญญาณเตือนที่สำคัญของอาการต้อกระจกที่ควรสังเกตมีดังนี้
● การมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือกระจกฝ้ากั้นอยู่ตลอดเวลา แม้จะพยายามเช็ดตาหรือเปลี่ยนแว่นก็ไม่ดีขึ้น
● ต้อกระจกอาการเริ่มต้นมักมาพร้อมกับภาวะแพ้แสง เห็นแสงแตกกระจายรอบดวงไฟในตอนกลางคืน ทำให้ขับรถลำบาก
● การมองเห็นสีสันผิดเพี้ยนไป สีที่เคยสดใสดูหม่นหมองหรือออกเป็นโทนเหลืองน้ำตาลมากขึ้น
● มีสายตาสั้นเร็วผิดปกติในผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่าสายตากลับ ทำให้กลับมาอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่นสายตายาวในช่วงแรก แต่มักจะเป็นเพียงชั่วคราวและมัวมากขึ้น

หลายคนมักสงสัยว่าต้อกระจกหายเองได้หรือไม่ ความจริงคือไม่สามารถหายเองได้เนื่องจากเป็นความเสื่อมทางกายภาพของโครงสร้างโปรตีนในเลนส์ตา

สาเหตุต้อกระจกเกิดจากอะไร เจาะปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง

หากถามว่าต้อกระจกเกิดจากอะไร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการเสื่อมตามอายุ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ ดังนี้
● ต้อกระจกเกิดจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต จากแสงแดดสะสมเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันดวงตา
● โรคประจำตัวทางระบบเลือดและเมตาบอลิซึม โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในของเหลวในตาและทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวได้ง่าย
● พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์เลนส์ตา
● การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งชนิดรับประทานและชนิดหยอดตา
● อุบัติเหตุบริเวณดวงตาที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อเลนส์ตาโดยตรง ทำให้เกิดความขุ่นมัวได้ทันทีหรือหลังจากนั้นไม่นาน

ต้อกระจก รักษาได้อย่างไร จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเดียวไหม

ปัจจุบัน ต้อกระจกรักษาได้หลายวิธีตามความรุนแรง โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสม ซึ่งจะมีวิธีรักษาต้อกระจกทั้งแบบผ่าต้อกระจก และแบบที่รักษาต้อกระจกโดยไม่ต้องผ่าตัด รายละเอียดดังนี้

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

ในระยะเริ่มแรก รักษาต้อกระจกโดยไม่ต้องผ่าตัดสามารถทำได้โดยการใช้แว่นสายตาเพื่อช่วยปรับโฟกัสการมองเห็นให้ดีขึ้น การสวมแว่นกันแดด และการใช้ยาหยอดตาบางชนิดที่ช่วยชะลอความขุ่นมัว แม้จะไม่ได้ผลชัดเจนในทุกราย

อย่างไรก็ตาม วิธีรักษาต้อกระจกด้วยยาไม่สามารถทำให้เลนส์ที่ขุ่นกลับมาใสเหมือนเดิมได้

การรักษาแบบผ่าตัด

การผ่าตัดต้อกระจกคือวิธีรักษาที่ครอบคลุมและให้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยวิธีรักษาต้อกระจกที่มักใช้กันคือ การใช้คลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์เพื่อกำจัดเลนส์ที่ขุ่นมัวออกแล้วแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม

ผ่าตัดต้อกระจก ราคาโดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่เลือกใช้ หลังจากการผ่าต้อกระจกผู้ป่วยมักมีคำถามว่าผ่าตัดต้อกระจกกี่วันหายหรือผ่าตัดต้อกระจกต้องพักฟื้นกี่วัน โดยทั่วไปแผลจะเริ่มสมานตัวและมองเห็นชัดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์หรือหลังผ่าต้อกระจก 1 เดือน เพื่อให้ดวงตาฟื้นตัวได้เต็มที่

ต้อกระจก รักษาให้ถูกจุด เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีในระยะยาว

ต้อกระจกหรือ (Cataract) เป็นภาวะความเสื่อมตามวัยที่แทบไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้เมื่ออายุมากขึ้น แต่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหากตรวจพบได้รวดเร็ว การสังเกตว่าต้อกระจก อาการเป็นอย่างไรและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ควรปล่อยให้โรคดำเนินไปจนถึงระยะที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

ที่โรงพยาบาลไทยจักษุ พระราม 3 (Thai Eye Hospital) ให้บริการดูแลรักษาโรคต้อกระจกอย่างครอบคลุม โดยทีมแพทย์ทางด้านจักษุวิทยาที่มีความชำนาญ ผ่าตัดต้อกระจกด้วยเทคโนโลยีกำจัดต้อกระจกที่ทันสมัย พร้อมเลนส์แก้วตาเทียมหลากหลายชนิดให้เลือก เพื่อให้การมองเห็นกลับมาดูชัดเจนได้มากขึ้น

● Website : https://thaieye.com/
● Facebook : https://www.facebook.com/thaieyecenter/?locale=th_TH
● Line official : @thaieyecenter
● Email : [email protected]
● Tel : 02-689-8888