โรคต้อหิน เปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยกัดกินการมองเห็นของคนเราไปทีละน้อยโดยที่ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของภาวะตาบอดถาวรทั่วโลกที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต้อหินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน
โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพดวงตา เพราะเราเชื่อว่าการป้องกันและการตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ คือหัวใจสำคัญของการรักษาโรคตา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่มีความซับซ้อนสูงอย่างภาวะความดันตาผิดปกติที่นำไปสู่โรคต้อหิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทตาโดยตรง
ต้อหินคืออะไร? รู้จักโรคก่อนรักษา
ต้อหินคือกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตา (Optic Nerve) ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพไปสู่สมอง โดยความเสียหายนี้มักสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินกว่าที่เส้นประสาทตาจะทนได้
เมื่อเส้นประสาทตาถูกทำลาย ลานสายตาจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ดวงตาของเราจะมีน้ำเลี้ยงลูกตา (Aqueous Humor) ไหลเวียนเพื่อคงรูปทรงและส่งสารอาหาร แต่เมื่อระบบระบายน้ำเกิดการอุดตัน ความดันจะเพิ่มสูงขึ้นจนไปกดทับและทำลายใยประสาทตา
ความน่ากลัวของโรคนี้คือการที่ผู้ป่วยจะค่อย ๆ เสียการมองเห็นจากด้านข้างเข้าไปหาตรงกลาง จนสุดท้ายอาจเหลือเพียงการมองเห็นเหมือนมองผ่านท่อ (Tunnel Vision) และตาบอดสนิท หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก
ต้อหินมีกี่ประเภท?

การจำแนกประเภทของโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการรักษา เพราะอาการและกลไกการเกิดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหลัก ๆ สามารถแบ่งประเภทของต้อหินออกได้ดังนี้
ต้อหินมุมปิด
เกิดจากการที่โครงสร้างบริเวณมุมตา (Irido-Corneal Angle) ถูกปิดกั้นกะทันหัน ทำให้น้ำเลี้ยงลูกตาไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้ความดันตาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดง ตาพร่ามัวฉับพลัน และเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายถาวร
ต้อหินมุมเปิด
เป็นประเภทที่พบได้บ่อย โดยมุมตาจะเปิดอยู่ปกติแต่การระบายน้ำเลี้ยงลูกตาค่อย ๆ เสื่อมประสิทธิภาพลงคล้ายกับท่อน้ำที่ค่อย ๆ ตัน ความดันตาจึงค่อย ๆ สูงขึ้นแบบสะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการปวดหรือสัญญาณเตือนใด ๆ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นผิดปกติไป ซึ่งในระยะนั้นเส้นประสาทตาก็อาจถูกทำลายไปมากแล้ว
สาเหตุของการเป็นต้อหินเกิดจากอะไร? เช็กปัจจัยที่ส่งผล
หลายท่านมักสงสัยว่าต้อหินเกิดจากอะไร ปัจจัยหลักคือความไม่สมดุลระหว่างการสร้างและการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา จนทำให้เกิดความดันลูกตาสูง (Intraocular Pressure) แต่ความจริงแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้
● พันธุกรรม : หากมีสมาชิกในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติหลายเท่า
● อายุ : เมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมของระบบระบายน้ำเลี้ยงลูกตาจะค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
● โรคประจำตัว : ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด มีโอกาสที่เส้นประสาทตาจะเสื่อมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
● การใช้ยาสเตียรอยด์ : ไม่ว่าจะเป็นชนิดหยอดตา กิน หรือพ่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีผลข้างเคียงโดยตรงที่ทำให้ความดันตาสูงขึ้น
● โครงสร้างลูกตา : ผู้ที่มีสายตาสั้นมากหรือยาวมาก จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความดันตาผิดปกติได้ง่ายกว่าปกติ
โรคต้อหินกับต้อกระจกต่างกันอย่างไร?
ความสับสนระหว่างต้อทั้งสองชนิดมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในเชิงการแพทย์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ต้อกระจก (Cataract) คือสภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัวตามอายุ ทำให้มองเห็นภาพมัวเหมือนมีฝ้าบัง แต่ต้อกระจกเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา และการมองเห็นมักจะกลับมาเป็นปกติเกือบ 100%
ในทางกลับกัน ต้อหินเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตา เมื่อเซลล์ประสาทตาตายไปแล้วจะไม่สามารถสร้างใหม่ได้ การมองเห็นที่สูญเสียไปจึงเป็นการสูญเสียไปอย่างถาวร
ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาต้อหินจึงไม่ใช่การทำให้กลับมามองเห็นชัดเหมือนเดิม แต่เป็นการรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้ได้นานเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง
โรคต้อหิน วิธีรักษามีแบบไหนบ้าง?

หลายคนมักถามด้วยความกังวลว่าต้อหินรักษาหายไหม ความจริงคือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมความดันตาเพื่อหยุดยั้งหรือชะลอการทำลายเส้นประสาทตาได้ โดยวิธีรักษาต้อหินมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
● การใช้ยาหยอดตา : เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยยาจะทำหน้าที่ช่วยลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา หรือช่วยให้การระบายน้ำออกทำได้ดีขึ้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องหยอดอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
● การรักษาด้วยเลเซอร์ : ใช้ในกรณีที่การหยอดยาเพียงอย่างเดียวคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือในผู้ป่วยกลุ่มต้อหินมุมปิดเพื่อเปิดทางระบายน้ำใหม่
● การรักษาต้อหินแบบผ่าตัด : เมื่อการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถคุมความดันตาได้ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเพื่อสร้างช่องทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาใหม่ (Trabeculectomy) หรือการใส่ท่อระบายน้ำเทียม (Glaucoma Drainage Device)
● การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง : ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจลานสายตา (Visual Field Test) และตรวจวิเคราะห์เส้นประสาทตา (OCT) อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินความก้าวหน้าของโรค
แนวทางป้องกันการเป็นโรคต้อหิน ทำอย่างไรได้บ้าง?
เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ การรู้เท่าทันต้อหินว่าอาการเริ่มต้นเป็นแบบไหนจึงเป็นเรื่องยาก แนวทางป้องกันที่เหมาะสมคือการดูแลสุขภาพดวงตาและคัดกรองอย่างเป็นระบบ ดังนี้
● ตรวจสุขภาพตาประจำปี : โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรตรวจความดันตาและสุขภาพเส้นประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
● การดูแลเรื่องโภชนาการ : แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่คำถามว่าหากเป็นต้อหิน ห้ามกินอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การลดคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป และลดอาหารหวานจัดที่ส่งผลต่อโรคเบาหวานซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง
● ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม : การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยลดความดันตาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงท่าทางที่ต้องก้มหัวต่ำนาน ๆ เช่น โยคะบางท่า หรือการยกน้ำหนักที่ต้องกลั้นหายใจ
● สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา : หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทางตาที่อาจนำไปสู่ภาวะความดันตาสูงในอนาคต
● ใช้ยาอย่างปลอดภัย : หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เอง โดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์
รักษาต้อหินอย่างถูกวิธี ที่โรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อให้ดวงตาอยู่กับเราไปนาน ๆ
ต้อหินเป็นโรคที่ต้องการความละเอียดอ่อนและการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสากล โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ (Samitivej Chinatown Hospital) ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีด้านการดูแลสุขภาพดวงตาในย่านใจกลางเมือง
ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีศูนย์จักษุเฉพาะทางที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจลานสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ หรือการตรวจวิเคราะห์เส้นประสาทตาด้วยเครื่อง OCT ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถประเมินระยะของโรคได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังออกแบบโปรแกรมการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งการใช้ยาไปจนถึงนวัตกรรมการผ่าตัดที่ทันสมัยอีกด้วย
ช่องทางติดต่อ
● Line : @samitivejchinatown
● Tel: 02-118-7893 (ตลอด 24 ชั่วโมง)