ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เลือกแบบไหนดี ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่

แสงแดดในประเทศไทยส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่เพียงแต่ความร้อนที่สะสมภายในห้องโดยสารเท่านั้น

Home / PR NEWS / ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เลือกแบบไหนดี ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ อุปกรณ์เสริมที่รถทุกคันขาดไม่ได้

แสงแดดในประเทศไทยส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่เพียงแต่ความร้อนที่สะสมภายในห้องโดยสารเท่านั้น แต่รังสี UV ยังเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ดวงตา และอุปกรณ์ในรถยนต์อีกด้วย การติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์จึงมีส่วนช่วยปกป้องทั้งรถและผู้ขับขี่ได้

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มพัฒนาไปไกลมาก ทำให้ฟิล์มกรองแสงรถยนต์มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้ดีเยี่ยมโดยไม่บดบังทัศนวิสัย แต่การเลือกใช้งานต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้านเพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุด

ประโยชน์ของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ที่มากกว่าแค่ป้องกันความร้อน

การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่การลดอุณหภูมิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในด้านความปลอดภัยและการถนอมรักษารถด้วย เช่น การช่วยยึดเกาะเศษกระจกไม่ให้ร่วงใส่ผู้โดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนกระจกแตก หรือการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ภายในรถ เช่น เบาะหนังและคอนโซล ไม่ให้กรอบแตกหรือซีดจางก่อนเวลาอันควร

นอกจากนี้ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ได้มาตรฐานยังช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้สูงถึง 99% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังและต้อกระจก การเลือกติดฟิล์มรถยนต์ที่มีคุณภาพ จึงเปรียบเสมือนการทำประกันความเสียหายล่วงหน้าให้กับทรัพย์สินและชีวิตของคนที่อยู่ภายในห้องโดยสารนั่นเอง

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบไหนบ้างที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีฟิล์มกรองแสงรถยนต์ให้เลือกหลากหลายประเภท แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและราคา ฟิล์มรถยนต์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

1. ฟิล์มย้อมสี (Dyed Film)

ฟิล์มย้อมสี คือการนำสีย้อมไปที่เนื้อฟิล์มเพื่อช่วยลดแสงจ้า เป็นฟิล์มแบบพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุด แต่ประสิทธิภาพในการกันความร้อนของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ชนิดนี้ก็จะไม่มากเท่ากับฟิล์มแบบอื่น ๆ และมีอายุการใช้งานต่ำ

2. ฟิล์มฉาบโลหะ (Metalized Film)

ฟิล์มฉาบโลหะ หรือที่เรียกกันว่าฟิล์มปรอท คือการเคลือบโลหะลงบนเนื้อฟิล์ม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อน แต่ฟิล์มติดกระจกรถยนต์ประเภทนี้อาจสะท้อนแสงรบกวนไปยังรถคันอื่น และอาจส่งผลต่อสัญญาณ GPS หรือ Easy Pass ทำให้ GPS ไม่แม่นยำ หรืออ่านบัตร Easy Pass ไม่ติดได้

3. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Film)

ฟิล์มคาร์บอน ผลิตจากผงคาร์บอนทำให้เนื้อฟิล์มมีความดำสนิท แต่มองเห็นจากด้านในได้ชัด ให้ความเป็นส่วนตัวสูง มีความทนทาน และไม่รบกวนสัญญาณดิจิทัล จึงเป็นฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

4. ฟิล์มเซรามิก (Ceramic Film)

ฟิล์มเซรามิก นับเป็นเทคโนโลยีฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ฟิล์มรถยนต์เซรามิกมีจุดเด่นคือ “มืดนอก สว่างใน” สามารถกันความร้อนและรังสีอินฟราเรด (IR) ได้ดีเยี่ยม โดยไม่บดบังทัศนวิสัยแม้ขับขี่ในเวลากลางคืน

5. ฟิล์มนิรภัย (Safety Film)

ฟิล์มนิรภัย ยังคงคุณสมบัติในการกรองแสงและความร้อนได้เช่นเดียวกับฟิล์มประเภทอื่น แต่เพิ่มเติมเรื่องความเหนียวและความหนาของชั้นฟิล์ม จึงมีคุณสมบัติในการป้องกันการทุบกระจกเพื่อโจรกรรมได้ดี ฟิล์มกระจกรถยนต์ประเภทนี้ยังป้องกันอันตรายจากการแตกกระจายของกระจกได้ด้วย

เทคนิคเลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

การพิจารณาเลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่เหมาะสม ควรดูที่ค่าการลดความร้อนรวม (TSER) มากกว่าการดูแค่เปอร์เซ็นต์ความเข้ม เพราะฟิล์มกรองแสงบางชนิดที่มีความเข้มมาก ๆ อาจกันความร้อนได้น้อยกว่าฟิล์มใสที่มีคุณภาพสูงก็เป็นได้

นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการขับขี่เป็นหลักด้วย หากต้องขับรถกลางคืนบ่อย ๆ การเลือกฟิล์มติดรถยนต์ที่มืดเกินไป อาจทำให้ทัศนวิสัยลดลงและเกิดอันตรายได้ง่าย ดังนั้น ควรเลือกความเข้มที่เหมาะสม และตรวจสอบการรับประกันสินค้า เพื่อจะได้มั่นใจว่าฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ใช้งานตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

เลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์คุณภาพสูง การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อรถที่คุณรัก

การลงทุนกับฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่มีมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยของผู้ขับขี่ การเลือกใช้ฟิล์มรถยนต์คุณภาพดียังช่วยลดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสาร ทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้ใช้พลังงานน้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถระยะยาวได้ด้วย

หากคุณกำลังมองหาฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่คุ้มค่า Filmtastic คือร้านรับติดฟิล์มรถยนต์ที่ให้บริการโดยช่างที่มีประสบการณ์ มีฟิล์มให้เลือกหลายแบบ หลายระดับความเข้ม พร้อมให้คำปรึกษา และให้บริการด้วยความเต็มใจ