มิจฉาชีพ สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

สสส. ชวนสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ผ่าน 10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา

น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้มิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสเพื่อฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก

Home / PR NEWS / สสส. ชวนสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ผ่าน 10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา

สสส. ชวนสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ผ่าน 10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา

มิจฉาชีพ

ในยุคที่โลกออนไลน์คือวิถีชีวิต การแชท โอนเงิน หรือช้อปปิ้งถือเป็นกิจวัตรที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว แต่น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้มิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสเพื่อฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความเสียหายรวมจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะลุ 13,000 ล้านบาทไปแล้ว

ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงความเครียดที่บั่นทอนสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างน่าเป็นห่วง

เมื่อภัยไซเบอร์กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตเช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC 1441) จึงชวนกันมาถอดบทเรียนจาก 10 เคสจริง เพื่อแฉกลโกงให้ทุกคนรู้เท่าทัน และสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน

สสส.

กลโกง#1 ปลอมตัวตน ปล้นความเชื่อใจ

มิจฉาชีพจะเริ่มด้วยการปลอมเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เหยื่อเผลอเชื่อใจและลดการป้องกันตัวลง

• เคสหลอกให้รักแล้วโอนเงิน: แอบอ้างเป็นพยาบาลต่างประเทศ ทักมาสานสัมพันธ์จนผู้เสียหายตายใจ แล้วหลอกขอค่าขนย้ายทรัพย์สินเพื่อกลับมาแต่งงานที่ไทย สูญเงิน 1,308,000 บาท
• เคสร้านค้าปลอมหลอกขายของถูก: ปลอมเพจ Facebook ขายปูนซีเมนต์ราคาถูกเกินจริง บีบให้ผู้เสียหายโอนเงินเต็มจำนวน แล้วบล็อกหนีหาย สูญเงิน 1,100,000 บาท
• เคสเพจที่พักทิพย์: ขโมยรูปวิลล่าหรูมาเปิดเพจปลอม พร้อมเร่งรัดให้โอนจองเต็มจำนวนเพื่อล็อกสิทธิ์ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าไม่มีชื่อในระบบ สูญเงิน 15,000 บาท
• เคสทหารเรือเก๊หลอกให้ซื้อของ: สวมรอยเป็นทหารเรือสั่งลวดหนามล็อตใหญ่ บีบให้ผู้ประกอบการสั่งของสเป็กพิเศษจาก “ร้านพันธมิตรปลอม” ที่จัดฉากไว้ แล้วเชิดเงินมัดจำหนีไป สูญเงิน 500,000 บาท
• เคสแอบอ้างเจ้าหน้าที่ PEA: โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เพื่อขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน จนสูญเงิน 594,570 บาท

กลโกง#2 ปั่นอารมณ์ จู่โจมให้ขาดสติ

เมื่อเริ่มเชื่อใจ โจรจะเปลี่ยนจังหวะมาจู่โจมที่สมองส่วนอารมณ์ ไม่ว่าจะใช้ความกลัวข่มขู่หรือความรักบีบคั้น เพื่อให้เราสติหลุด ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

เคสตำรวจปลอมกับคดีฟอกเงิน: โทรศัพท์มาอ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินระดับชาติ บีบให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เหยื่อตกใจกลัวจึงยอมโอน สูญเงิน 4,102,169 บาท
• เคสลูกสาวกำมะลอเสียง AI: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเลียนเสียงเป็นลูกสาว โทรหาคุณแม่ อ้างว่าต้องใช้เงินด่วนจ่ายค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นห่วงรีบร้อนโอนไป สูญเงิน 100,000 บาท
• เคสหนีเสือปะทนายปลอม: หลอกผู้เสียหายที่กำลังทุกข์ใจเพราะถูกโกง ผ่านเพจ “ทนายอาสา” อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้แต่ขอค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ กลายเป็นการสูญเสียซ้ำสองที่เจ็บปวดกว่าเดิม สูญเงินเพิ่ม 363,285 บาท

กลโกง#3 วางเหยื่อล่อ ลากเข้าวงจรโอนไม่สิ้นสุด

จังหวะสุดท้ายคือการวางเหยื่อล่อ หลอกให้เหยื่อได้กำไรในตอนแรก เพื่อซื้อความตายใจ ก่อนจะล่อให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ และบีบคั้นให้ต้องโอนเพิ่มอย่างไม่จบสิ้น

• เคสกับดักหุ้น กำไรทิพย์: มิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้นพลังงานผ่านแอปปลอมที่สร้างกราฟกำไรปลอมขึ้นมาเอง ล่อให้เหยื่อทุ่มเงินเพิ่มไม่หยุด จนสุดท้าย สูญเงิน 8,747,497 บาท
เคสงานแพ็กของ รายได้เสริมกลายเป็นหนี้: มิจฉาชีพประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ให้ผู้เสียหายทำภารกิจกดรับออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ยอมให้ถอนยอดน้อยได้จริงในช่วงแรก เพื่อล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะบล็อกระบบการถอน สูญเงิน 3,023,000 บาท

สายด่วน AOC 1441

เมื่อตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร?

เคสตัวอย่างทั้งสิบนี้คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล และเท่าทันจังหวะกลโกงอยู่เสมอ แต่หากรู้ตัวว่าพลาดโอนเงินไปแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้สูตร “โทร-กด-แจ้ง” ทันที

  • โทร – สายด่วน AOC 1441: ศูนย์ปฏิบัติการนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยคุณสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติทันทีที่รู้ตัว
  • กด – เลข 1 เพื่อระงับบัญชีม้า: พยายามทำภายใน “1 ชั่วโมง” เพื่อขอรหัส Bank Case ID และให้ธนาคารล็อกบัญชีปลายทางชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน
  • แจ้ง – ความภายใน 7 วัน: รวบรวมหลักฐาน (แชท, สลิป, ลิงก์โปรไฟล์) แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การอายัดบัญชีมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์

จำไว้ว่า! แม้อาจไม่ได้เงินคืนในทันที แต่การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยหยุดความเสียหายไม่ให้เงินถูกโอนต่อ และเป็นการกำจัด “บัญชีม้า” ออกจากระบบ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัยจาก อาชญากรรมออนไลน์ โดยการสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ให้เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็ง เพราะเพียงแค่ “หยุดคิด” ก่อนคลิกลิงก์หรือโอนเงินเพียงเสี้ยววินาที ก็ช่วยปกป้องเงินในบัญชีรวมถึงสุขภาพกายและใจของคุณได้ในระยะยาว

สสส. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเท่าทันและหยุดวงจรมิจฉาชีพผ่านสื่อรณรงค์ชุดล่าสุด:

 ภาพยนตร์โฆษณา “Uncontrol”: https://youtu.be/iwOUuQEa1vw
 คลิปวิดีโอออนไลน์ “ป้าข้างบ้านอวดลูก”: https://www.youtube.com/watch?v=95NtmiqttBU

และลองศึกษาวิธีการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางจัดการตัวเองเมื่อพลาดพลั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.creativehealthcampaign.thaihealth.or.th

เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยจากทุกภัยมิจฉาชีพ