จัดตั้งรัฐบาล พลังประชารัฐ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ย้อนรอย!! ‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’ กับเสถียรภาพทางการเมือง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’ คือสภาวะที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาเพียงไม่กี่เสียงเท่านั้น
  • แม้ว่าจะสามารถปฏิบัติง่าย แต่ส่งผลต่อเสถียรภาพในการออกทำงานยิ่งเมื่ออยู่ในวาระที่จะต้องลงมติต่างๆ
  • ในอดีตเคยมีรัฐนาวาล่มเนื่องจากเสียงไม่พอในการลงมติมาก่อนแล้ว

เสียงปริ่มน้ำ‘ ช่วงนี้เราอาจได้ยินบ่อยมากขึ้น คือคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งแบบเฉียดฉิว หรือเกินแต่ไม่มาก ซึ่งหลังผลการร่วมจัดตั้งรัฐบาลของ 20 พรรคการเมือง นำโดย ‘พรรคพลังประชารัฐ‘ ซึ่งรวมแล้วได้ 253 เสียง หากเทียบกับทางฝั่ง 7 พรรคการเมือง ที่ขนานนามตัวเองว่า ‘ฝั่งประชาธิปไตย’ สามารถรวม ส.ส. ได้ที่ 245 เสียง

หากมองจากตัวเลขที่กล่าวมานั้น ทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐค่อนข้างมีคะแนนเสียงที่ ‘ปริ่มน้ำ‘ อย่างมาก ส.ส. ร่วมรัฐบาลต้องห้าม ขาด ลา โดยเด็ดขาด!! ในการลงมติต่างๆ เวลาประชุมสภา ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

โดยหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ซึ่งมติในที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.62 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ด้วยคะแนนโหวต 500 เสียง (จาก ส.ส. พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วม 251 เสียง และ ส.ว. 249) กระทั่งนักการเมืองหลายคน รวมถึงนักวิชาการออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘รัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ไม่ครบเทอม!!

แล้วยิ่งประเด็นล่าสุดกับกระแสข่าวว่าทางฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล เริ่มมีการแย่งชิ่งเก้าอี้ ครม. ขึ้น การไม่ลงตัวในการ ‘แบ่งเค้ก‘ กับความไม่ชัดเจนในการแบ่งที่นั่งในการบริหาร อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น

‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’ จากในอดีตกับเสถียรภาพทางการเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งการเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 12 ของประเทศไทย โดยผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ประเด็นสำคัญคือผลการเลือกตั้ง พรรคกิจสังคม มี ส.ส. เพียง 18 ที่นั่งเท่านั้น แต่สามารถรวบรวม ส.ส. จากพรรคการเมืองต่างๆ รวม 8 พรรค ได้ 135 เสียง เท่ากับครึ่งหนึ่งพอดี ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงสูงสุด มี ส.ส. 74 ที่นั่ง แต่กลับกลายต้องไปเป็นฝ่ายค้านแทน

โดยหลังเลือกตั้งทางพรรคประชาธิปัตย์นำโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคฯ ได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายกยรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคเกษตรสังคม และแนวร่วมสังคมนิยม แต่ได้เสียงสนับสนุนเพียง 103 คน ไม่ถึงครึ่งของสภา โดยรัฐธรรมนูญในสมัยนั้น (ฉบับ พ.ศ.2517) ได้กำหนดไว้ว่า การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี จะต้องได้รับความไว้วางใจจาก ‘สภาผู้แทนราษฎร’

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2518 ในขณะที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย รัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ มีมติสนับสนุนเพียง 111 เสียง ถือว่าไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ม.ร.ว.เสนีย์ และพรรคประชาธิปัตย์ จึงลาออกและสละสิทธิ์การตั้งรัฐบาล

ในช่วงเวลานั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่มี ส.ส. เพียง 18 ที่นั่ง สามารถรวบรวม ส.ส. จากพรรคต่างๆ ได้ 8 พรรค รวมแล้วได้ 135 เสียง ซึ่งถือว่าครึ่งหนึ่งพอดี ต่อมา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีเสียงสนับสนุนครึ่งหนึ่งพอดี ทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลในสมัยนั้นต้องเผชิญแรงกดดันอย่างมาก กระทั่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ต้องประกาศยุบสภา ซึ่งบริหารประเทศได้เพียง 1 ปี 1 เดือน เท่านั้น เนื่องจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหันไปเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน เสนอญัตติขอร่วมเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ทิศทางของรัฐบาลชุดใหม่ กับการนั่งนายกฯสมัยที่ 2 ของ ‘บิ๊กตู่’

เมื่อมติประชุมร่วมรัฐสภาโหวตถล่มทลาย 500 เสียงให้ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นั่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย แน่นอนเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกมองว่า ‘สืบทอดอำนาจ คสช.‘ คะแนนความนิยมและภาพลักษณ์ก็ย่อมจะลดลงตามมา ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลผสม ก็เหมือนการจับปูใส่กระด้ง การจับมือร่วมกันระหว่าง 20 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่างฝ่ายอยากมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั้งสิ้น

ซึ่งจากการคาดการณ์ของหลายๆฝ่าย เชื่อว่าโผ ครม. ของรัฐบาลชุดนี้ จะยังคงเป็น 3 พรรคใหญ่ คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย แน่นอนว่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่เราจะเห็นในอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ อาจเป็น ‘คนหน้าเดิม

อีกทั้งฝ่ายค้านของทางฝั่งขั้วพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ร่วมถึงพรรคเสรีรวมไทย และอีก 4 พรรคร่วม ก็ประกาศกร้าวว่าพร้อมตรวจสอบการทำงานของ ‘รัฐบาลบิ๊กตู่’ งานนี้จึงบอกได้เลยว่าเป็นงานหิน สำหรับทางฝั่งรัฐบาลไม่ใช่น้อย

และที่สำคัญเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และ ครม. เสร็จสิ้น บทบาทของ คสช. ก็จะถูกยุติทันที มาตรา 44 ข้อกฎหมายอันเด็ดขาดของ คสช. ก็จะหายไปอำนาจของ ‘บิ๊กตู่’ ก็จะลดลง แน่นอนว่าเมื่อไม่มี มาตรา 44 หรือ ม.44 ที่คนไทยคุ้นเคยดีกับข้อกฎหมายนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา การควบคุมอำนาจต่างๆก็อาจทำได้ยากขึ้น

หากว่ากันตามตรงตอนนี้ ‘รัฐบาลบิ๊กตู่’ เส้นทางอาจไม่ได้โรยด้วยดอกไม้เสียแล้ว ก็ต้องรอดูว่าชายที่ชื่อว่า ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ และพรรคร่วมรัฐบาล จะกู้ศรัทธากลับมาได้หรือไม่? …. จะสะดุดขาตัวเองอย่างที่หลายคนมองไว้ ไม่ว่าจะ 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรืออยู่ครบเทอม ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

WRITER

RELATED

นายกฯ ตรวจเยี่ยม “ศูนย์บริการวัคซีนจามจุรีสแควร์”

นายกฯ ตรวจเยี่ยม “ศูนย์บริการวัคซีนจามจุรีสแควร์”

นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อาคารจัตุรัสจามจุรี

โซเชียล ถล่มเละ หลัง ‘นายกฯ’ โพสต์ภาพประชุมแต่ไม่สวมหน้ากากอนามัย

โซเชียล ถล่มเละ หลัง ‘นายกฯ’ โพสต์ภาพประชุมแต่ไม่สวมหน้ากากอนามัย

นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพ การประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจที่ ตึกไทยคู่ฟ้า เรื่องยกระดับการกระจายวัคซีนเป็นวาระสำคัญเร่งด่วน

‘บิ๊กตู่’ สั่งกลาโหมหาความจริง กรณีเฟซบุ๊กลบบัญชี IO

‘บิ๊กตู่’ สั่งกลาโหมหาความจริง กรณีเฟซบุ๊กลบบัญชี IO

Facebook แจ้งว่าได้ลบบัญชีผู้ใช้และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ (IO) ในไทย

นายกฯ โต้ฝ่ายค้านปมตอบไม่ตรงคำถาม ยันตอบด้วยหลักการ

นายกฯ โต้ฝ่ายค้านปมตอบไม่ตรงคำถาม ยันตอบด้วยหลักการ

นายกรัฐมนตรี โต้ฝ่ายค้านปมตอบไม่ตรงคำถาม ยันตอบด้วยหลักการ มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่พูดไปก็เท่านั้นไม่เกิดประโยชน์ เตือน ส.ส.พูดจา ควรเป็นสุภาพชน ปัดตอบเหรียญหลวงพ่อป้อม

‘บิ๊กตู่’ แนะนำหนังสือน่าอ่าน ชื่อ “ความรู้เรื่องเมืองไทย”

‘บิ๊กตู่’ แนะนำหนังสือน่าอ่าน ชื่อ “ความรู้เรื่องเมืองไทย”

นายกรัฐมนตรี ได้แนะนำหนังสือน่าอ่าน ชื่อว่า“ความรู้เรื่องเมืองไทย” เขียนโดย ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

นายกฯ ซัดการระบาดโควิด มาจากกลุ่มคนเห็นแก่ตัว กระทบคนเป็นล้านๆ

นายกฯ ซัดการระบาดโควิด มาจากกลุ่มคนเห็นแก่ตัว กระทบคนเป็นล้านๆ

วานนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงการณ์ “การระบาดอีกครั้งของโควิด – เราต้องเข้มแข็ง” ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

ศาลรธน. วินิจฉัย ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ผิด กรณีบ้านพักทหาร

ศาลรธน. วินิจฉัย ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ผิด กรณีบ้านพักทหาร

ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีความผิด และ สถานะนายกฯ -รัฐมนตรี ไม่สิ้นสุด

‘บิ๊กตู่’ เข้ากราบสักการะหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ก่อนลุ้นศาลตัดสินคดีบ้านพักหลวง

‘บิ๊กตู่’ เข้ากราบสักการะหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ก่อนลุ้นศาลตัดสินคดีบ้านพักหลวง

วันนี้นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมเข้ากราบสักการะหลวงพ่อวัดบ้านแหลม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัด

[ถ่ายทอดสด] ศาลรธน. อ่านคำวินิฉัย กรณีบ้านพักหลวงของ ‘นายกรัฐมนตรี’

[ถ่ายทอดสด] ศาลรธน. อ่านคำวินิฉัย กรณีบ้านพักหลวงของ ‘นายกรัฐมนตรี’

วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีการอ่านคำวินิจฉัย กรณีนายกรัฐมนตรีอาศัยอยู่บ้านพักทหาร