โกงเราเที่ยวด้วยกัน

ตร.แถลงรวบขบวนการโกงโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”
  • พบการกระทำผิดที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต
  • มีผู้ประกอบธุระกิจที่มีการกระทำเข้าข่ายทุจริต หลายรูปแบบ เช่นเปิดให้มีการจองห้องพัก แต่ไม่มีการเข้าพักจริง

วันนี้ (27 ม.ค.64) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยในครั้งนี้พบการกระทำผิดที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต

จากการสืบสวน พบว่ามีผู้ประกอบธุระกิจที่มีการกระทำเข้าข่ายทุจริต หลายรูปแบบ เช่นเปิดให้มีการจองห้องพัก แต่ไม่มีการเข้าพักจริง หรือนำคูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินห้องกพักไปสแกนใช้จ่ายกับร้านค้า แต่ไม่มีการซื้อสินค้าจริง แม้กระทั่งโรงแรมที่มีการลงทะเบียนถูกต้อง มีที่ตั้งจริง และยังไม่ได้เปิดให้บริการ แต่กลับมีการเปิดให้จองห้องพัก

กลุ่มขบวนการที่จังหวัดชัยภูมิ มีการทำในลักษณะเหมือนกับเครือข่ายขายตรง มีนายหน้าในการหากลุ่มผู้ร่วมกระทำผิด มีการตระเวนไปตามหมู่บ้าน ขอเอกสาร-ข้อมูล กับประชาชน เพื่อลงทะเบียนในโครงการ ก่อนนำบัญชีที่สร้างขึ้น ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ไปทำการจองที่พัก นำคูปองส่วนลดไปใช้กับร้านอาหาร ซึ่งทั้งที่พักและร้านอาหารร่วมกันกระทำความผิด ทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียมากกว่า 1 หมื่นบาท ต่อราย

ส่วนกรณีที่ภูเก็ต เป็นการจัดทัวร์ 3 วัน 2 คืน แต่ใช้การลงข้อมูลที่พักเพิ่มเป็น 5 ห้อง รวม 1 คนที่เข้าพักใช้ทั้งหมด 10 สิทธิ์ ( 2 คืน x 5 ห้อง) นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มราคาค่าห้องพัก จาก 1,000 บาท เป็น 7,000 บาท ต่อคืน ซึ่งเมื่อลดราคา 60% แล้วจะเหลือค่าห้องพักต่อคืนราว 3,000 กว่าบาท ซึ่งเป็นยอดที่ทางรัฐจ่ายให้ทางโรงแรมสูงสุดต่อคืน นอกจากนี้ยังมีการนำคูปองไปใช้กับร้านค้าที่ตกลงกันไว้ เพื่อดึงเงินออกมาโดยไม่มีการใช้จริงอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายกว่า 39,000 บาท ต่อคน

มูลค่าของวงเงินที่ตรวจสอบพบกว่า 30 ล้านบาท

ทางด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข (ผบ.ตร.) กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหา จะถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง, ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ

ทั้งนี้ พฤติกรรมการกระทำผิดในลักษณะนี้ เป็นความผิดฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งได้ประสานไปทาง ปปง. ดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินต่อไป ซึ่งอยากจะเตือนให้หยุดกระทำในลักษณะนี้ เพราะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ภาพ : ธนโชติ ธนวิกรานต์

WRITER

RELATED