ความแตกต่างการพิจารณาคำร้อง รัฐมนตรี-ส.ส.ถือหุ้น

นักวิชาการวิเคราะห์ความแตกต่างของการพิจารณาคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ปมถือครองหุ้นสัมปทานรัฐของรัฐมนตรี และการถือครองหุ้นสื่อของ ส.ส. ว่าขึ้นอยู่กับข้อมูลการยื่นคำร้องในตอนต้น ว่ามีข้อบ่งชี้ในการกระทำความผิดลักษณะต้องห้ามที่เด่นชัดมากน้อยเพียงใด

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า วานนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด แต่ท้ายที่สุด ก็ยังไม่มีวาระพิจารณาในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่า

ความเป็นรัฐมนตรีของ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ / นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ / และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ

ขณะที่ รักษาการผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการพิจารณาคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณี 4 รัฐมนตรี กับการถือครองหุ้นสื่อ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าหากอ้างอิงจากมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ กับ มาตรา 170 วรรคสาม

กรณีรัฐมนตรีถือครองหุ้นฯ มีส่วนคล้ายกันที่ กกต.เป็นผู้ยื่นคำร้อง แต่แตกต่างตรงที่ในกรณีของนายธนาธร กกต.ยื่นหลังสืบสวนในเบื้องต้น และเห็นว่าอาจมีความผิด ก่อนส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในส่วนของรัฐมนตรี กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากมีความขัดข้องต่อข้อกฎหมาย ในขั้นตอนต่อไปจึงขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณา

ด็อกเตอร์สติธร เชื่อด้วยว่า จากโผคณะรัฐมนตรี “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ที่ออกมาก่อนหน้านี้ หากมีการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ของหลายคน เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี ก็จะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก เพราะสมาชิกในลำดับต่อไปของพรรคก็ขึ้นมารับหน้าที่แทนในฐานะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

WRITER