ข่าวสดวันนี้ ปฏิวัติ ฟิจิ รัฐประหาร เลือกตั้ง62

‘สิ้นสุดวัฒนธรรมปฎิวัติ ?’ ย้อนประวัติการเลือกตั้ง ‘ฟิจิ’ เมื่อผู้ทำรัฐประหารพลิก ‘ชนะเลือกตั้ง’ !!

ย้อนรอย ‘ฟิจิโมเดล’ เมื่อผู้นำทางทหารชนะเลือกตั้ง ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปี ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำรัฐประหารในประเทศไทย หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไทย ที่ยาวนานเกือบ 1 ปี ซึ่งหลังจากนั้น ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร โดยทหารมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรั้งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหลายที่นั่ง ซึ่งสื่อต่างชาติตั้งข้อสังเกตในหลายกรณี ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงการประกาศยกเลิกข้อตกลงทางการค้าจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งการทำรัฐประหารครั้งนั้น หลายประเทศยังแสดงความกังวล หรือเสียใจ ที่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยถูกทำลายลง

ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ครั้งหนึ่ง ฟิจิเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยทหาร ตั้งแต่ปี 2549-2557 หลังจากเมื่อปี 2549 นายพลแฟรงก์ ไบนิมารามา นายทหารรุ่นบิ๊กบึ้มของกองทัพฟิจิ ทำการรัฐประหาร เข้ายึดอำนาจในการปกครองประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการเข้ายึดอำนาจโดยไม่มีเหตุนองเลือดของเขาในครั้งนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้ามาพัฒนาธรรมาภิบาลในประเทศ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนชาวฟิจิ รวมทั้งอ้างว่ารัฐบาลที่นำโดยนายเลซามี เคเรสทุจริตคอร์รัปชั่น และปล่อยปละละเลยผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร

นับจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปี 2549 จนกระทั่งเกิดเหตุรัฐประหารขึ้น ก็ไม่มีการจัดการเลือกตั้งอีกเป็นเวลากว่า 8 ปี ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยของฟิจิถดถอย และทำให้ฟิจิถูกนานาประเทศคว่ำบาตร รวมถึงถูกกดดันจากเวทีโลกอย่างหนัก  ซึ่งการเข้ามายึดอำนาจของนายแฟรงก์ครั้งนั้นสร้างความตึงเครียดระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนในระดับสูง แม้ฟิจิจะได้กลับสู่ประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว กองทัพซึ่งมีบทบาทสำคัญตั้งแต่รัฐประหารในปี 2000 ก็ยังคงรักษาอำนาจและครอบงำรัฐบาลพลเรือนได้อยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งในปัจจุบันที่ทุกวันนี้ฟิจิยังคงมีผู้นำที่มาจากกองทัพ ทำหน้าที่ในการปกครองประเทศเช่นเดิม ในขณะที่ที่มาของอำนาจนั้นแตกต่างไปจากเดิม…

 

 

ย้อนไทมไลน์ไล่เรียงเหตุการณ์ !

  • ปี 2543

เกืดการขับไล่นายกรัฐมนตรีที่เป็นชาวฟิจิ เชื้อสายอินเดียซึ่งมาจากการเลือกตั้ง (เป็นชนวนของความขัดแย้งทางเชื้อชาติในเวลาต่อมา) ลงจากอำนาจโดยมี เมธอดดิสต์ผู้นำทางศาสนาสนับสนุนการรัฐประหารครั้งนั้น ต่อมาได้มีการตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมีเลซาเนีย เคเรส เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเขาชนะการเลือกตั้งสองสมัย ในปี 2544 และ 2549

  • ปี 2543

กองทัพซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่รัฐประหาร ก็ยังคงรักษาอำนาจและครอบงำรัฐบาลพลเรือน โดยขณะนั้นรัฐบาลที่นำโดย นาย เลซามี เคเรส นายกรัฐมนตรี ถูกนายพล แฟรงก์ ไบนิมารามา ผู้นำฝั่งกองทัพแทรกแซงอยู่เสมอ กองทัพแสดงความเห็นต่อสาธารณะว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่เสมอ นอกจากนี้กองทัพยังกล่าววาจาข่มขู่ว่าจะล้มรัฐบาลอีกด้วย

  • ปี 2546

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งลุกลามบานปลาย และจบลงด้วยการ ‘รัฐประหาร’ โดยมีมูลเหตุสำคัญจากการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีเกือบ 3,000 คน จากจำนวนนี้หลายคนเป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2543 จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปรองดองและสามัคคีขึ้น ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดอง อดทนอดกลั้น และสามัคคี ทำให้ภาคประชาชนเกิดการแตกเสียงเป็น 2 ฝ่ายได้แก่

  1. กลุ่มริบบิ้นสีน้ำเงิน ซึ่งสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรม นำโดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเลซาเนีย เคเรส และอัยการสูงสุด
  2. กลุ่มริบบิ้นสีเหลือง ซึ่งต่อต้านการนิรโทษกรรม นำโดย Mahendra Chaudhry อดีตนายกรัฐมนตรีชาวฟิจิ-อินเดีย ซึ่งถูกรัฐประหารในปี 2000
  3. กองทัพ ให้การสนับสนุนฝ่ายริบบิ้นสีเหลือง

 

นายเลซาเนียเคเรสอดีตนายกรัฐมนตรีฟิจิผู้ถูกทหารยึดอำนาจ
  • พฤษภาคมปี 2549

มีการจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งพรรคของนายเลซามี เคเรส ได้ไป 34 ที่นั่ง และพรรคของ Mahendra Chaudhry อดีตนายกรัฐมนตรีชาวฟิจิ-อินเดีย ซึ่งเคยถูกรัฐประหารในปี 2543 และต่อต้านการนิรโทษกรรม ได้ไป 27 ที่นั่ง ดังนั้นพรรคของนายเลซาเนีย เคเรส จึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ทำรัฐบาลภายใต้การนำของนายเลซาเนีย เคเรส มีความชอบธรรมในการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดอง อดทนอดกลั้น และสามัคคี เข้าสู่การพิจารณาของสภา และเร่งผลักดันนโยบาย “ปรองดอง” ให้สำเร็จ

  • 15 กันยายน 2549

กองทัพที่นำโดยนายพลแฟรงก์ ไบนิมารามา ที่มีจุดยืนชัดเจนว่าเป็นปฏิปักษ์กับนโยบาย “ปรองดอง”กล่าวโจมตีรัฐบาลระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม เพราการนิรโทษกรรมจะเป็นสนับสนุนวัฒนธรรมการไม่เคารพกฎหมาย

  • 16 กันยายน 2549

นายกรัฐมนตรีเลซาเนีย เคเรส กล่าวหานายพล ไบนิมารามา ทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะแสดงการต่อต้านรัฐบาลในที่สาธารณะถือว่าไม่เป็นไปตามหลักที่รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร พร้อมขู่ว่าจะเสนอประเด็นนี้ให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยถึงบทบาทของทหาร

  • 16 ตุลาคม 2549

กองทัพยื่นคำขาดให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอ 9 ข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอคือต้องการให้ถอนร่างพระราชบัญญัติความปรองดองออกจากการพิจารณาของสภา หากไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ให้ลาออกไปซึ่งนายกรัฐมนตรี โดยเลซามี เคเรส ตัดสินใจเปิดการเจรจากับกองทัพ และถอนร่างพระราชบัญญัติความปรองดองออกจากพิจารณาของสภา แต่ผลของการเจรจากลับล้มเหลว

  • 3 ธันวาคม 2549

นายพลแฟรงก์ ไบนิมารามา แถลงข่าวว่ากองทัพได้ยึดอำนาจการปกครองไว้ได้ทั่วประเทศแล้ว

  • 5 ธันวาคม 2549

นายกรัฐมนตรีเลซาเนีย เคเรส พยายามเรียกประชุมรัฐบาล แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ขณะที่กองทัพนำกำลังบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา จากนั้น แฟรงก์ ไบนิมารามาได้สถาปนาตัวเอง ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายเคเรส ส่วนนายเลซามี เคเรส ที่กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกักบริเวณในบ้านพักของเขาในกรุงซูวา  โดยมีทหารพร้อมอาวุธหนักล้อมรอบ

วันที่ 6 ธันวาคม 2549 ทหารฟิจิบุกรัฐสภาในเหตุการณ์การทำรัฐประหาร

 

  • เมษายน 2552

ศาลอุทธรณ์ของฟิจิตัดสินว่าการรัฐประหารในปี 2549 เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และระบอบทหารที่ได้รับการแต่งตั้งหลังจากนั้นไม่ถูกต้อง จนกระทั่งฟิจิถูกกดดันจากนานาประเทศจนรัฐบาลทหารตัดสินใจประกาศแผนการเลือกตั้ง

  • ปี 2555

กฎหมายฉุกเฉินในฟิจิที่ทำตั้งแต่ 2552 มาถึงจุดจบ และต้องทำการเตรียมตัวเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยรัฐบาลชั่วคราวของฟิจิถูกคณะกรรมาธิการรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่าเข้ามาแทรกแซงการร่างรัฐธรรมนูญ

  • กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2557

แฟรงก์ ไบนิมารามา เตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมอบหมายหน้าที่การควบคุมทางทหารให้แก่นายทหารระดับสูง 3 คน และได้และก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อให้สามารถหาเสียงได้เต็มที่ พร้อมทั้งประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 17 กันยายน ในปีเดียวกัน ทำให้หลายประเทศฝั่งตะวันตกกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อฟิจิอีกครั้ง

 

ภาพการนับคะแนนเลือกตั้งในฟิจิ

 

  • 17 กันยายน 2557

มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในฟิจิครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังจากถูกกองทัพยึดอำนาจเมื่อปี 2549 โดยมีผู้แทนจากนานาชาติจำนวน 92 คนก็เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ขณะที่นายพลไบนิมารามาได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศ ท่ามกลางความหวังของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงยุคการปกครองที่เปี่ยมด้วยเสถียรภาพและความมั่นคง โดยปราศจากการแทรกแซงของทหาร และมาพร้อมกับประชาธิปไตยที่แท้จริง

หลังจากการเลือกตั้ง มีการประเมินว่าชาวฟิจิที่มีสิทธิออกเสียงจำนวน 590,000 คน จากประชากรทั้งหมด 9 แสนคน โดยจะมีการเลือกตั้งผู้สมัครเกือบ 250 คน เพื่อคัดเลือกสภาผู้แทนราษฎร์จำนวน 50 คนเข้าสู่สภาที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2013

 

ผลการเลือกตั้งฟิจิปี 2557 ?

นาย แฟรงก์ ไบนิมารามาและพรรคฟิจิเฟิร์ตส์ ชนะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาคว้าที่นั่งไป 32 จากทั้งหมด 50ที่นั่ง ขณะที่ พรรคฝ่ายค้านโซเชียลเดโมเครติก ลิเบอรัล ได้ 15 ที่นั่ง และพรรคเนชั่นแนลเฟเดอเรชั่น ได้ 3 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นการได้รับอำนาจเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของฟิจิ ปัจจุบัน รัฐสภาฟิจิเป็นระบบสภาเดียว (Unicameral Legislature) ประกอบด้วยสมาชิกจ้านวน 50 คนที่ได้รับการเลือกตั้งโดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open-List Proportional Represention) โดยเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้แทนได้หลายคน (One Multi-Member Nationwide Constituency)

  • 8 ปีที่สื่อฟิจิไร้เสรีภาพ !

ขณะที่ยึดอำนาจ รัฐบาลทหารฟิจิที่นำโดยนายพลแฟรงก์ ไบนิมารามา เข้าควบคุมและจำกัดการรายงานข่าวของสื่อภายในประเทศ โดยมีการจัดทีมตรวจสอบและยับยั้งการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหาวิจารณ์ หรือระบุถึงรัฐบาลทหารในทางลบ

ในเดือนเมษายน ปี 2553 รัฐบาลฟิจิได้ประกาศคำสั่งว่าด้วยสื่อมวลชน (Media Decree) สั่งห้ามชาวต่างชาติมีหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของธุรกิจหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีเพื่อกดดันให้สื่อที่มีเจ้าของต่างชาติร่วมอยู่ด้วย ถอนตัวออกจากธุรกิจสื่อในฟิจิไปเสีย ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าคำสั่งจากรัฐบาลทหารมุ่งเป้าไปที่บริษัท News Corporation ซึ่งเป็นบริษัทของสหรัฐฯ ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เดอะ ฟิจิ ไทมส์

  • ฟิจิได้รับผลกระทบอย่างไรหลังการรัฐประหารปี 2549

หลังจากเกิดการรัฐประหาร สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์ประณามการทำรัฐประหารพร้อมกับเรียกร้องให้กองทัพฟิจิลงจากอำนาจ และคืนอำนาจกลับไปให้รัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่า กองทัพฟิจิถือเป็นสิ่งที่ขัดขวางข้ามกระบวนประชาธิปไตย รวมทั้งฟิจิ ยังถูกระงับสมาชิกภาพของประเทศในเครือจักรภพ(Commonwealth) และไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประชุม Pacific Islands Forum (PIF) ชั่วคราว

นอกจากนี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงการณ์ประณามคณะทหารฟิจิที่ทำการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงระงับเงินช่วยเหลือที่เคยส่งให้แก่ประเทศฟิจิ เนื่องจากกฎหมายของสหรัฐฯ บัญญัติไว้ว่า ต้องยกเลิกการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศที่เกิดการรัฐประหาร

ส่วนทางฝั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ออกมาประณามการกระทำของกองทัพฟิจิต่อเนื่อง ท้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างฟิจิกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถดถอยลงอย่างรุนแรง เมื่อฟิจิขับตัวแทนการทูตของทั้งสองประเทศออกจากฟิจิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ท้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างฟิจิกับทั้งสองประเทศถึงจุดต่ำที่สุด

มิเชล กรีน เอกอัคราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศฟิจิเปิดเผยกับสื่อหลังจากเดินทางถึงบ้านเกิดที่สนามบินโอ๊คแลนด์ (19 มิถุนายน 2550)

ส่วนทางด้านโคฟี อันนัน เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการคืนอำนาจอธิปไตยและกลับไปสู่การปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศโดยใช้เครื่องมือทางสันติและการเจรจาร่วมกันโดยทันที

  • ย้อนรอยความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างฟิจิและอินเดียที่มาของปัญหาทางการเมือง

ฟิจิเป็นประเทศที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาวฟิจิซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเดิมกับชาวฟิจิ เชื้อสายอินเดีย เนื่องจากชาวอินเดียเดินทางเข้ามาอาศัยในฟิจิ เพื่อมารับจ้างเป็นคนงานให้ชาวอังกฤษที่เข้ามาลงทุน กระทั่งปัจจุบันชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียส่วนใหญ่ ยังคงควบคุมกิจการด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศทำให้ชาวท้องถิ่น ที่อาศัยอยู่แต่เดิมไม่พอใจ

นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกยึดอำนาจโดยกองทัพไปแล้วถึง 4 รัฐบาล สาเหตุของการยึดอำนาจส่วนใหญ่ในฟิจิก็มักมาจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติในประเทศ ระหว่างชาวฟิจิพื้นเมืองกับชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย

ทว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของฟิจิที่ประชาชนเชื้อสายอินเดียนประมาณ 9 แสนคน หรือราวร้อยละ 40 ของประชากรทั้งประเทศ ได้รับสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ซึ่งก็สร้างความหวังให้กับหลายฝ่ายว่า ความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองและชาวอินเดีย จะบรรเทาความตึงเครียดลงได้หลังการเลือกตั้งครั้งนั้น

จากกรณีที่ประเทศฟิจิ เคยมีการรัฐประหาร ยึดอำนาจและปกครองโดยรัฐบาลทหารเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ซึ่งเป็นเวลานานพอที่จะทำให้ประเทศฟิจิเข้าสู่ ‘วัฒนธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร’ และทำให้ฟิจิได้รับผลกระทบมากมาย ทั้งการสูญเสียความเชื่อมั่น และความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ที่ชัดเจนคือเกียรติภูมิทางทหาร ที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากในห้วงเวลา 8 ปีนั้น ทหารฟิจิหายไปจากการเป็นส่วนหนึ่งของทหารสหประชาชาติ หรือที่รู้จักการในนาม ‘ทหารหมวกฟ้า’ รวมถึงรายได้และเกียรติภูมิจากการไปรักษาสันติภาพทั่วโลก ยังไม่นับรวมโอกาศที่จะได้รับรายได้จากการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุนต่างประเทศที่ลดฮวบสืบเนื่องมาจากการปิดประเทศเป็นเวลานาน .

WRITER

RELATED

ชาวเมียนมาชุมนุมใหญ่ ทั่วประเทศ – (คลิป)

ชาวเมียนมาชุมนุมใหญ่ ทั่วประเทศ – (คลิป)

โดยในวันนี้ คาดว่ามีชาวเมียนมาเกินหลักล้านคนที่ออกมาร่วมชุมนุมแทบทุกเมืองทั่วประเทศ

ชาวเมียนมา ในหลายเมืองรวมตัว-เดินขบวนประท้วงรัฐประหาร

ชาวเมียนมา ในหลายเมืองรวมตัว-เดินขบวนประท้วงรัฐประหาร

วันนี้ (8 ก.พ.) ชาวเมียนมาเริ่มรวมตัวประท้วงอีกครั้ง เป็นวันที่ 3

ชาวเมียนมา นัดลงถนน ประท้วงต่อต้าน รปห. – เรียกร้องประชาธิปไตย

ชาวเมียนมา นัดลงถนน ประท้วงต่อต้าน รปห. – เรียกร้องประชาธิปไตย

7 ก.พ. - ชาวเมียนจำนวนมากลงถนนประท้วงเป็นวันที่ 2 เรียกร้องประชาธิปไตย

เมียนมาสั่งบล็อก Twitter, IG / ปชช. แสดงออกไม่รับ รปห. มากขึ้น

เมียนมาสั่งบล็อก Twitter, IG / ปชช. แสดงออกไม่รับ รปห. มากขึ้น

กระแสต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาเพิ่มมากขึ้น

สถานการณ์การประท้วงการยึดอำนาจในเมียนมาเริ่มเพิ่มมากขึ้น

สถานการณ์การประท้วงการยึดอำนาจในเมียนมาเริ่มเพิ่มมากขึ้น

มีการติดริบบิ้นแดง-ดำ แสดงออกมากขึ้น / เริ่มมีการรวมตัวประท้วงบนถนน

เมียนมา หลังรัฐประหาร หลายฝ่ายเริ่ม “อารยขัดขืน”

เมียนมา หลังรัฐประหาร หลายฝ่ายเริ่ม “อารยขัดขืน”

แพทย์-พยาบาลติดริบบิ้นแสดงออกไม่ยอมรับการรัฐประหาร / วิศวกรค่ายมือถือกองทัพเมียนมาลาออก..

ชาวเมียนมา ในกรุงย่างกุ้งออกมาเคาะหม้อ-บีบแตร

ชาวเมียนมา ในกรุงย่างกุ้งออกมาเคาะหม้อ-บีบแตร

ชาวเมียนมา นัดเคาะหม้อ-กะละมัง-บีบแตร แสดงออกไม่ยอมรับรัฐประหาร

คลิปไวรัลมาแรง! ครูสอนเต้นแอโรบิกชาวเมียนมา สอนเต้นโดยไม่รู้ว่ากำลังเกิดรัฐประหาร

คลิปไวรัลมาแรง! ครูสอนเต้นแอโรบิกชาวเมียนมา สอนเต้นโดยไม่รู้ว่ากำลังเกิดรัฐประหาร

ครูสอนเต้นแอโรบิกชาวเมียนมา สอนเต้นโดยไม่รู้ว่ากำลังเกิดรัฐประหาร กำลังเป็นคลิปไวรัลมาแรง ที่ในโซเชียลแชร์กันไปทั่วโลกแล้ว

เกาะติดสถานการณ์การเมืองในเมียนมา – 12.00

เกาะติดสถานการณ์การเมืองในเมียนมา – 12.00

เกาะติดสถานการณ์การเมืองในเมียนมา - 1 ก.พ. 08.30