จับตาความเปลี่ยนแปลงของโลก และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2561

“ฟอร์จูน” ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561 เริ่มจากการเมืองสหรัฐฯ ที่สร้างสีสันในเวทีโลกมาตลอดปีที่แล้วหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

ปลายปีนี้ สหรัฐฯ จะจัดเลือกตั้งกลางเทอม ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง วุฒิสภา 33 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง รวมทั้งผู้ว่าการรัฐและดินแดน 39 แห่ง ซึ่งมีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตอาจจะทำผลงานได้ดี เมื่อประเมินจากผลการเลือกตั้งพิเศษในหลายรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่กระแสความนิยมเริ่มจางหายจากพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ที่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559

แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ส่วนสภาสูงก็ยังต้องลุ้น ซึ่งการเมืองภายในของสหรัฐฯ จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่างๆ ที่สหรัฐฯ มีต่อโลกด้วย

อีกปัจจัย คือ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งหลายคนคาดว่าอาจจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ แตะร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกนับจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551

สถานการณ์ในยุโรปก็ยังต้องจับตามองใกล้ชิด เพราะเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการที่อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นการลาจากกันด้วยดีหรือไม่ ไม่นับรวมเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในรัฐสภาอังกฤษ จนอาจกระทบต่อนาวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์

นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งในอิตาลีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ EU ซึ่งต้องลุ้นว่าพรรคไฟว์สตาร์ มูฟเมนต์ของนายลุยจิ ดิมาอิโอ ผู้นำหนุ่มวัย 31 ปี ที่มีแนวคิดต่อต้าน EU จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน เพราะย่อมหมายถึงชะตากรรมของ EU

สำหรับอินเดีย ปีนี้จะยังคงเป็นปีทองของเศรษฐกิจอินเดีย ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 7.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.7 ในปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเป็นดอกผลจากความพยายามปฏิรูปในหลายด้านก่อนหน้านี้

สถานการณ์น้ำมันเป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในตะวันออกกลาง อาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในปีนี้ผันผวน

กระแสที่น่าจะมาแรงอีกเรื่อง คือ ยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงรถยนต์อัตโนมัติที่ไม่ต้องง้อคนขับ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

โดยเฉพาะรถยนต์บินได้ที่ขณะนี้หลายบริษัทต่างเร่งพัฒนา ทั้ง “อูเบอร์” ที่นำร่องโครงการแท็กซี่บินได้ในลอสแองเจลิส ของสหรัฐฯ ส่วนค่ายอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ก็มี “คิตตี้ ฮอว์ค” ซึ่งเป็นยานพาหนะบินได้ และบริษัท “เทสลา” ของนายอีลอน มัสก์ เจ้าของไอเดียสุดล้ำมากมาย ก็กำลังพัฒนารถยนต์บินได้อยู่เช่นกัน

ส่วนเทรนด์ไลฟ์สไตล์ก็จะเปลี่ยนโฉมไปจากเดิม อย่างกรณีที่ผู้คนชมโทรทัศน์หรือเคเบิลทีวีต่าง ๆ ลดลง และหันมาเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ผ่านระบบ Streaming บนโลกอินเทอร์เน็ตแทน โดยเมื่อปีที่แล้ว ชาวอเมริกันราวๆ 22 ล้านคน ยกเลิกการสมัครสมาชิกเคเบิลทีวี เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีก่อนหน้าร้อยละ 33.2 และเทรนด์นี้น่าจะยังคงอยู่ต่อในปีนี้

กระแสอี-สปอร์ตจะโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทวิจัย “นิวซู” ประเมินว่า อุตสาหกรรมอี-สปอร์ต มีมูลค่าราว 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 21,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะขยายตัวร้อยละ 40 ในปีนี้ เพราะผู้คนทั่วโลกให้ความนิยมมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้คนยังจะเอาใจใส่ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และผนวกเอาเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในชีวิตแบบไร้รอยต่อ ทุกวันนี้แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับสุขภาพเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ ตัวช่วยเรื่องโรคเบาหวาน หุ่นยนต์ช่วยรักษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของผู้คนมากขึ้น

อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ คือ การผงาดขึ้นของ “อะเมซอนดอตคอม” บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อกิจการ “โฮล ฟู้ดส์” เชนซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติเดียวกัน นับเป็นการรุกคืบเข้าสู่ตลาดค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน เพื่อเร่งเครื่องบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เล่นอยู่ในตลาดค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งสะท้อนถึงกระแสบูมของการช็อปปิ้งออนไลน์ ขณะที่นายเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอนดอตคอม ก็ขยับขึ้นแท่นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลก แทนนายบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ในบางช่วงเวลาที่ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นสูง

WRITER

RELATED